บะหมี่-สะโพกไก่อบซอสแดง
เมื่อวานไปค้นๆ ตู้เย็น เจอเนื้อสัตว์หลากหลายชนิดอยู่ในตู้ค่ะ หนึ่งในนั้นก็คือน่องไก่ติดสะโพกที่ซื้อมาจากตลาดสดแถวบ้านเมื่อวันก่อน แถมยังมีบะหมี่ที่เหลือจากทำบะหมี่ไก่ตุ๋นอาทิตย์ก่อน ก็เลยปิ๊งไอเดียทำบะหมี่น่องไก่อบซอสแดงดีกว่าค่ะ ^^
เมนูนี้เนี่ย .... เริ่มต้นมาจากมีอยู่วันนึง พิมอยากกินน่องไก่อบซอสมะเขือเทศค่ะ (คือเห็นที่ตลาดอ่ะค่ะ แต่ไม่อยากซื้อ เลยต้องมาทำกินเองอ่ะ) ซึ่งปกติเจ้าเมนูนี้เนี่ยมันก็จะต้องออกรสหวานๆ เปรี้ยวๆ ใช่ไหมค่ะ ? แต่ทีนี้คุณสามีพิมเค้าไม่กินอาหารคาวที่มีรสหวานนำค่ะ (จริง ๆ พิมก็ไม่ชอบเหมือนกันนะ ยกเว้นบางอย่างที่มันควรจะมีหวานบ้างอ่ะ) ก็เลยต้องปรับตรงโน้นเปลี่ยนตรงนี้ ลดไอ้นี่ เอาไอ้นี่มาใส่ เพื่อให้มันมีรสหวานน้อยลง และมีรส+กลิ่นอื่น (ที่ชวนให้กิน) มาแทนที่อ่ะค่ะ ซึ่งเท่าที่ลองๆ ทำดู ... ที่ผ่านมาก็โอเคนะคะ
และตอนที่พิมทำเมนูนี้แรกๆ เนี่ย พิมก็เอามากินแค่เป็นกับข้าว กินกับข้าวสวยร้อนๆ แอ้มด้วยผักสดๆ แช่เย็นกรอบ ๆ ซะหน่อย ก็อร่อยใช้ได้แล้วค่ะ แต่ทว่าคุณสามีพิมอีกแหละ ที่เค้าชอบกินเส้น (โดยเฉพาะบะหมี่ กับเส้นกลมๆ) มากกว่าข้าว เพราะงั้นพิมก็เลยต้องปรับเปลี่ยนรสชาติอีกนิดนึง เพื่อที่จะให้เอามากินกับบะหมี่แล้วมันเข้ากันมากขึ้น ... ในที่สุดก็ออกมาเป็นแบบนี้แหละค่ะ (ฟังดูเหมือนใช้เวลานานนะคะกว่าจะได้สูตรนี้มา แต่จริง ๆ แล้ว ไม่กี่เดือนหรอกค่ะ แถมทำเดือนละครั้งสองครั้งเองค่ะ ^^")
ตามธรรมเนียม ... ก่อนจะดูสูตรกับวิธีทำ ก็ดูหน้าตากันก่อนนะคะ ........... ในภาพด้านล่างนี่เป็นแบบยังไม่ได้ราดซอสแดงค่ะ (ยังไม่ได้ราดซอสก็หน้าตาพอใช้ได้แล้วน๊าาา .... ชมตัวเองสุดฤทธิ์ ฮ่ะๆ)
ภาพต่อมานี่ ก็เป็นแบบราดซอสแดงแล้วนะคะ (ราดมากรากน้อย อันนี้แล้วแต่ความชอบ) ... ตัวซอสดูเผินๆ จะคล้ายน้ำราดข้าวหมูแดง แต่ว่าเป็นคนละรส คนละกลิ่นกันเลยค่ะ อันนี้จะออกไปทางกึ่งฝรั่งกึ่งจีนหน่อยๆ (คือพิมก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ว่ามันจะไปทางไหนดี >_<")
อีกสักภาพนะคะ ^^
ดูหน้าตาไปแล้ว ก็มาดูส่วนผสมกับวิธีทำกันค่ะ .......... ซึ่งก็จะมี (เยอะหน่อยนะคะ)
:: ส่วนผสมและเครื่องปรุง ::
- น่องติดสะโพก 3 ชิ้น .......... (แต่วันนี้พิมมีแค่ 2 เลยขอเพิ่มอกไก่ไปแทนอีก 1)
- ผงพะโล้ 1 ชต.
- ซอสมะเขือเทศ 1/2 ถ้วย กับอีก 3 ชต.
- กระเทียมสับ 1 ชต.
- ขิงแก่สับ 1 ชต.
- พริกไทยป่น 2 ชช.
- น้ำมันงา 1 ชต.
- เหล้าจีน 1 1/2 ชต.
- ซอสปรุงรส 2 ชต.
- ซีอิ๊วขาว 2 ชต. ........... (ลืมเอามาถ่ายรูปด้วยจ๊ะ)
- น้ำมันหอย 3 ชต. ........... (แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 2 ชต. กับ 1 ชต. )
- น้ำซุป 1 1/2 ถ้วย .......... (อันนี้ก็ลืมเอามาถ่ายรูปนะคะ)
- น้ำสะอาด 5 ชต. .......... (แบ่งไว้ผสมแป้ง 2 ชต. และไว้ผสมกับเครื่องปรุงเพื่อหมักไก่ 3 ชต)
- น้ำตาลทรายแดง 2-3 ชต. .......... (แบ่งไว้ 2 ส่วน คือ 1 ชต. กับอีก 1-2 ชต.)
- แป้งข้าวโพด 1 ชต.
- กระเทียมไทยปอกเปลือกแข็งๆ ออก สับหยาบ 4 ชต.
- น้ำมันสำหรับเจียวกระเทียม 1/2 ถ้วย
- บะหมี่แบบที่ชอบ 1-2 ห่อ
- ผักกวางตุ้งไทย / กวางตุ้งไต้หวัน / คะน้า / คะน้าฮ่องกง ประมาณ 1/2 - 1 กิโล
ป.ล. สัดส่วนของซีอิ๊วขาวและน้ำตาล อาจจะต้องเพิ่มหรือลดจากในสูตร ... ขึ้นอยู่กับซอสมะเขือเทศที่ใช้ ว่ามีรสไปในทางใด ถ้าเปรี้ยวมาก เราอาจจะต้องเพิ่มปริมาณส่วนผสมทั้งสองอย่าง แต่ถ้าออกหวานนำ เราอาจจะต้องลดน้ำตาลลง ... ประมาณนี้อ่ะค่ะ
:: รายละเอียดส่วนผสมและขั้นตอนการทำ ::
อันดับแรก..ก็มาดูที่ไก่กันก่อนนะคะ ซึ่งไก่เนี่ย....โดยปกติพิมจะใช้น่องไก่ หรือไม่ก็น่องติดสะโพกค่ะ (เพราะว่าคุณสามีชอบ แล้วมันก็มีหนังด้วย ^^") หากเพื่อนๆ ไม่มีไก่ส่วนนี้ อาจจะใช้น่องอย่างเดียวสะโพกอย่างเดียว หรือจะเป็นอกไก่ก็ได้ค่ะ (แต่ถ้าเป็นเนื้อส่วนอก พออบเสร็จแล้วมันจะแห้งๆ หน่อยนะคะ)
ก็เอาไก่ที่เราซื้อมาเนี่ย ไปทำความสะอาดด้วยการถอนขนอ่อนๆ ที่ติดมาทิ้งไปนะคะ (ถ้ามี) ถอนเสร็จ ก็เอาไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วก็พักใส่ตะกร้าโปร่งไว้ให้สะเด็ดน้ำ ... พอสะเด็ดน้ำดีก็เอามาบั้งไว้ด้านละสัก 2 รอย (ชิ้นนึงจะมี 4 รอย) แล้วก็พักเอาไว้ก่อนค่ะ

ต่อมาก็มาดูที่ ซอสมะเขือเทศ .... ซอสมะเขือเทศนี่ ให้เราเลือกใช้ยี่ห้อที่ชอบนะคะ โดยตวงซอสมะเขือเทศไว้ 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนนึง = 1/2 ถ้วย อีกส่วน 3 ชต. อ่ะค่ะ
ต่อมาก็เป็นกระเทียม กับขิงแก่ ... สองอย่างนี้ให้ล้างน้ำ ซับด้วยผ้าให้แห้ง ปอกเปลือกออกแล้วก็เอามาสับหยาบ ๆ นะคะ (ขิงต้องใช้ขิงแก่เท่านั้ันนะคะ ถ้าเป็นขิงอ่อน มันจะไม่ได้ความหอมและก็ความเผ็ดอ่ะค่ะ)
ส่วนนี่ก็ผงพะโล้ กับพริกไทยป่นหยาบๆ นะคะ ..... ผงพะโล้หาซื้อเอาตามยี่ห้อที่ชอบได้เลยค่ะ (พิมใช้ยี่ห้อโบว์แดง เพราะแถวบ้านมีขายแต่ยี่ห้อนี้ >_<") ส่วนพริกไทย พิมใช้พริกไทยดำ (ที่บ้านปลูกเองค่ะ) คั่วพอหอมแล้วเอามาโขลกด้วยครก ให้พอหยาบๆ
และนี่ก็แป้งข้าวโพดกับน้ำตาลทรายแดงนะคะ .... แป้งข้าวโพดเราใช้ไม่เยอะค่ะ แค่ 1 ชต. เอาไว้พอทำให้น้ำซอสมันข้น ส่วนน้ำตาลทรายแดง จะใช้แบบละเอียดหรือแบบหยาบได้ทั้งสองอย่างนะคะ หรือถ้าไม่มีจริงๆ ใช้น้ำตาลทรายแบบไม่ขัดสีแทนก็ได้ค่ะ หรือถ้าไม่มีจริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงง ใช้น้ำตาลทรายแทนได้ค่ะ แต่ว่ากลิ่นจะไม่ค่อยหอมเท่านะคะ
และสุดท้ายนี่ก็เป็นบรรดาเครื่องปรุงรส + ปรุงกลิ่นต่างๆ อ่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันงา (พิมใช้น้ำมันงา 100% นะคะ หากเพื่อนๆ ใช้น้ำมันงาผสม อาจจะต้องเพิ่มปริมาณน้ำมันงาอีกหน่อย) ซอสปรุงรส น้ำมันหอย เหล้าจีน และก็น้ำสะอาด
ป.ล. น้ำซุปกับซีอิ๊วขาว ลืมหยิบมาถ่ายรูปค่ะ >_<"
เมื่อดูส่วนผสมและเครื่องปรุงกันไปแล้ว ก็มาลงมือทำดีกว่าค่ะ หิวแหละ >_<"
เริ่มต้นก็เอาขิง + พริกไทยป่น + ซอสมะเขือ (1/2 ถ้วย) + น้ำตาลทรายแดง (1 ชต.) + น้ำมันหอย (2 ชต.) + เหล้าจีน + น้ำมันงา + ซอสปรุงรส + น้ำมันหอย + น้ำสะอาด 3 ชต. .... ใส่รวมในกาละมังใบย่อมๆ นะคะ


พอใส่ทั้งหมดลงไปแล้ว ก็ใช้ทัพพีคน ๆ ให้เข้ากันจนน้ำตาลทรายแดงละลายหมด
แล้วก็เอาไก่ที่เราเตรียมไว้ใส่ลงไปในกาละมังซอส คลุกเคล้าไก่ให้เข้ากับซอสทั่วทั้งชิ้น .... จากนั้นก็หมักไว้ 2 ชม. เป็นอย่างต่ำ (หมักไว้ในอุณหภูมิห้องนี่แหละ ไม่ต้องเข้าตู้เย็นค่ะ)

พอครบ 2 ชม. ผ่านไป เราก็จะได้ไก่ที่หมักแล้วหน้าตาประมาณนี้นะคะ .... (ดูไม่แตกต่างจากภาพบนเลย >_<")
จากนั้นก็ให้เราตักเอาเฉพาะไก่ (จะใช้ทัพพีตัก หรือใช้คีมคีบเอาก็ได้) วางใส่ถาดที่เราจะใช้อบไก่ค่ะ ... ซึ่งด้วยความที่พิมไม่อยากให้จานที่ใช้อบมันเลอะมากนัก พิมก็เลยเอาฟอยด์รองก่อนชั้นนึง แล้วค่อยวางไก่ลงไปน่ะค่ะ
แล้วเราก็เอาไก่เข้าไปอบในเตาอบ (ไม่ใช่ไมโครเวฟนะคะ) โดยอบไฟ 150 องศาซี (ต้องวอร์มเตาให้ร้อนก่อน) ประมาณ 30-40 นาที (ขึ้นกับขนาดชิ้นไก่ของเรา)
และพอ 40 นาทีผ่านไป .... ไก่อบซอสแดงของพิมก็ออกมาหน้าตาประมาณนี้ล่ะค่ะ (น่ากินไหม ^^)
เคล็ดลับการอบไก่ให้ออกมาดูหน้าตาชุ่มชื้นแบบนี้ก็คือ พอเอาไก่ออกมาจากเตาแล้ว ขณะที่ไก่ยังร้อนมากอยู่ ให้รีบตักน้ำหมักที่อยู่ในถาดอบขึ้นมาราดไก่ เนื้อไก่มันก็จะดูดซึมน้ำลงไป ทำให้หนังไก่และเนื้อไก่ไม่แห้งอ่ะค่ะ ^^
ซึ่งเมื่อเราทำไก่อบเสร็จแล้ว ก็ให้เราพักไก่เอาไว้ก่อนนะคะ (อย่าลืมหาอะไรปิดไก่อบเอาไว้ ไม่งั้นหน้าไก่อบจะแห้ง) ..... ต่อมาเราก็จะมาทำซอสแดงสำหรับราดไก่กันค่ะ
ด้วยการเอาซอสที่เราเหลือจากการหมักไก่เมื่อสักครู่นี้มาเป็นตัวต้น แล้วก็เติมน้ำซุปหรือน้ำสะอาดลงไป และก็คน ๆ ให้ซอสกับน้ำเข้ากันดี (อย่าลืมเอาน้ำล้างข้างๆ ด้านในกาละมังด้วยนะคะ ^^)

พอน้ำกับซอสเข้ากับดีแล้วก็เททั้งหมดใส่หม้อ (เพื่อจะตั้งไฟ) แล้วก็เติมซอสมะเขือเทศที่เหลือ (3 ชต.) กับน้ำมันหอยที่เหลือ (1 ชต.) ลงไป

... คนให้เข้ากันอีกที
แล้วก็เอาหม้อซอสขึ้นตั้งไฟค่ะ (ใช้ไฟอ่อน แต่ไม่ต้องอ่อนมาก)
รอจนซอสเดือด ก็ทำการชิมรสชาติดูค่ะ ว่าออกรสไปทางไหน เปรี้ยวหรือหวาน ... หากเปรี้ยวมากไป ให้เติมซีอิ๊วขาวกับน้ำตาลทรายแดง (ที่เราเตรียมไว้) เพิ่มนะคะ ส่วนจะเติมมากหรือน้อยแค่ไหน อันนี้ขึ้นกับรสชาติที่เป็นอยู่ + รสชาติที่เพื่อน ๆ ชอบอ่ะค่ะ ซึ่งของพิมเนี่ย.. พิมก็เติมน้ำตาลทรายแดงไปประมาณ 2 ชต. และก็ซีอิ๊วขาวอีกประมาณ 2 ชต. อ่ะค่ะ (แต่โอกาสที่จะหวานไปหรือเค็มไป นี่ไม่ค่อยมีนะคะ)
หลังจากเติมเครื่องปรุงเพิ่ม และช่วงระหว่างรอให้ซอสเดือด ก็ให้เราผสมแป้งข้าวโพดกับน้ำสะอาดที่เราเตรียมไว้ค่ะ (2 ชต.) .... แล้วก็คนๆ ให้แป้งละลายเข้ากันกับน้ำจนหมด

พอซอสเดือดอีกครั้ง .... ก็ให้เราค่อยๆ เทแป้งข้าวโพดที่เราละลายน้ำไว้แล้ว ลงไปเป็นสาย ... แล้วก็ให้ทัพพีคน ๆ ให้เข้ากัน
รอจนซอสเดือดอีกครั้ง (จะรู้สึกว่าซอสข้นขึ้นกว่าเดิม) ก็เป็นอันว่าใช้ได้ .. ปิดไฟเตา ยกหม้อซอสลงได้เลยค่ะ
ป.ล. ตัวซอสจะออกรสเปรี้ยวนำหวาน (แต่ไม่เปรี้ยวมาก) มีกลิ่นน้ำมันงา กลิ่นเหล้าจีน ผสมกับกลิ่นขิงและกระเทียม ... ออกไปในทางจีนหน่อยๆ อ่ะค่ะ
หลังจากเตรียมไก่ เตรียมซอสเสร็จ ... ต่อมาเราก็จะมาเตรียมผักกับเส้นกันนะคะ ... ซึ่งพิมจะขอเตรียมเส้นก่อนล่ะกันจ้า
สำหรับเส้นเนี่ย ....พิมเลือกใช้เส้นบะหมี่ชนิดกลมนะคะ (แบบแบนก็อร่อยค่ะ แต่หาซื้อแถวบ้านพิมไม่ได้) แต่ก่อนจะลวกบะหมี่ เราก็จะต้องมาเตรียมกระเทียมเจียว และน้ำมันกระเทียมเจียวสำหรับคลุกเส้นบะหมี่กันก่อนค่ะ ..... โดยพิมใช้กระเทียมไทยนะคะ ปอกเปลือกแข็งๆ ออก เอามาบดหยาบๆ แล้วก็นำไปเจียวในกระทะที่มีน้ำมันเยอะหน่อย (เพราะเราจะต้องใช้น้ำมันในการคลุกเคล้าเส้นบะหมี่)

พอกระเทียมเริ่มเหลืองสัก 80% ก็ปิดไฟเตา ตักเฉพาะกระเทียมเจียวใส่ถ้วยเอาไว้ถ้วยนึง และน้ำมันกระเทียมเจียวก็ใส่ไว้ในถ้วยอีกใบนึงค่ะ
ป.ล. เหตุที่เราไม่ใส่ทั้งน้ำมันกระเทียมเจียวและกระเทียมเจียวไว้ในถ้วยเดียวกัน เพราะความร้อนของน้ำมันที่ยังหลงเหลืออยู่ (หลังจากปิดไฟเตา) อาจจะทำให้กระเทียมที่อยู่ในถ้วย เหลืองเกรียมขึ้นได้อีก จนอาจจะทำให้กระเทียมเจียวบางส่วนไหม้และมีรสขมอ่ะค่ะ
จากนั้น .... ในกระทะใบเดิม - ไม่ต้องล้างกระทะ (หลังจากเราตักน้ำมันและกระเทียมเจียวขึ้นหมดแล้ว) ก็ให้เราเติมน้ำสะอาดลงไปเยอะหน่อย และก็จุดไฟเตาอีกรอบ (เพื่อจะให้น้ำร้อน+เดือด)
ระหว่างรอน้ำในกระทะ/หม้อเดือด เราก็จะมาจัดการผักกันค่ะ ... โดยผักเนี่ย เราสามารถใช้ได้ทั้งกวางตุ้งดอก กวางตุ้งใบ กวางตุ้งไต้หวัน หรือแม้กระทั่งคะน้า คะน้าฮ่องกง หรือถ้าไม่มี ไม่ชอบผักที่พิมบอกเลยสักอย่าง จะใช้กะหล่ำปลีที่มีรสหวานๆ หน่อยก็ได้ค่ะ
โดยให้เราเอาผักที่เราจะใช้ไปล้างให้สะอาด พอสะอาดดีแล้ว ก็นำมาหั่นเป็นท่อนสั้นๆ แบบในภาพอ่ะค่ะ (หากใบผักใหญ่หน่อย ก็อย่าลืมหั่นครึ่งกลางใบ ให้มันเล็กลงด้วยนะคะ)
แล้วพอน้ำเดือดดี (ไฟแรง) ก็จัดการเทผักทั้งหมดใส่ลงไปเลยค่ะ กด ๆ ผักให้จมน้ำหน่อยนึง และนับ 1-5 ในใจ พอครบ 5 ก็ช้อนผักด้วยกระชอนโปร่งๆ ขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำเลยค่ะ (ไม่ต้องปิดไฟเตา เพราะเดี๋ยวเราจะลวกเส้นบะหมี่กันต่อ)
ป.ล. ผักเนี่ย ... จะลวกทีเดียว หรือลวกแค่พอกินก่อนก็ได้ค่ะ (แต่พิมลวกทีเดียวเลย)
ป.ล. วิธีทำให้ผักมีสีสดหลังจากลวกแล้ว นอกจากการเอาไปแช่ในน้ำเย็นจัดหลังลวก อีกวิธีก็คือ ใส่น้ำมันลงไปสักหน่อยในน้ำลวกผักค่ะ ซึ่งเหตุที่พิมใช้กระทะใบเดิมที่มีน้ำมันหลงเหลืออยู่นิดหน่อยจากการเจียวกระเทียมในการลวกผัก (โดยไม่ล้าง) ก็เพราะเหตุผลนี้แหละค่ะ ^^

ลวกกวางตุ้งเสร็จ อันดับต่อไปเราก็จะมาลวกเส้นกันนะคะ ... ซึ่งอย่างที่บอก วันนี้พิมใช้เส้นบะหมี่แบบกลมอ่ะค่ะ ก็เอาเส้นบะหมี่มาคลี่ๆ ให้มันกระจายตัวเป็นแบบนี้ก่อนนะคะ .. (ในภาพด้านล่างนี่คือ บะหมี่ครึ่งถุง)
จากนั้นก็รอให้น้ำในกระทะ/หม้อเดือด ... พอน้ำเดือดจัด ก็ใส่บะหมี่ทั้งหมดลงไปเลยค่ะ (พิมลวกทีละครึ่งถุง) ..... แล้วก็นับ 1 - 30 ในใจ (ประมาณ 30 วิ) พอครบ 30 ก็เอากระชอนโปร่ง ๆ ช้อนบะหมี่ขึ้น และสลัดสะบัดสักนิดเพื่อให้เส้นบะหมี่สะเด็ดน้ำนะคะ
ป.ล. ปริมาณบะหมี่ที่ลวกในแต่ละครั้ง ขึ้นกับความต้องการของแต่ละคนนะคะ และก็ขึ้นกับปริมาณน้ำในภาชนะที่จะใช้ลวกด้วยอ่ะค่ะ
ป.ล. เวลาที่ใช้ลวก ขึ้นกับเส้นบะหมี่ + ความร้อนของน้ำ + ปริมาณน้ำนะคะ .... บางยี่ห้อ ลวกแค่ 20 วิ ก็พอ แต่บางยี่ห้ออาจจะต้องลวกถึง 40 วิ ก็มีอ่ะค่ะ หากยังไม่แน่ใจว่าบะหมี่ของตัวเองจะใช้เวลาลวกเท่าไหร่ถึงจะดี ก็ลองลวกทีละน้อยๆ ก่อนนะคะ เพราะหากลวกแล้วเสร็จแข็งไป เวลากินก็ไม่อร่อย หากลวกแล้วเส้นนิ่มไป เวลากินก็จะแหยะๆ เละๆ อีกอ่ะค่ะ >_<"

และเมื่อบะหมี่สะเด็ดน้ำดีแล้ว ให้เราเอาเส้นบะหมี่ใส่กาละมังใบย่อมๆ สักใบ (ที่ทนความร้อนได้) และใส่น้ำมันกระเทียมเจียว (บะหมี่ครึ่งถุง พิมใส่น้ำมันกระเทียมเจียวประมาณ 2 ชต.) กับกระเทียมเจียวตามลงไป ......... แล้วคลุกเคล้าเส้นบะหมี่กับน้ำมันกระเทียมเจียวให้เข้ากันดี ด้วยส้อมหรือไม่ก็ตะเกียบอ่ะค่ะ (ใช้ตะเกียบจะง่ายกว่า)
ป.ล. คลุกเส้นด้วยน้ำมันกระเทียมเจียว เพื่อให้เส้นไม่ติดกัน และมีกลิ่นหอม

และเมื่อเราเตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย (ใช้เวลานานมากๆ >_<") ........ ก็ถึงเวลากินของเราล่ะค่า (หิวมากมายเลย T__T) ... เริ่มด้วยการเอาผักกวางตุ้งที่เราลวกไว้วางที่ก้นจานนะคะ แล้วก็ตามด้วยเส้นบะหมี่ ... ปริมาณนี่ตามชอบเลยจ้า

จากนั้นก็หยิบสะโพกไก่ขึ้นมาชิ้นนึง ....................... (เลือกชิ้นใหญ่ๆ โฮ๊ะๆ)
แล้วก็ทำใช้มีดคมๆ แล่เนื้อสะโพกออกมาให้เป็นชิ้นหนาพอประมาณ และก็สับเป็นชิ้นพอดีคำค่ะ (แต่ใหญ่ๆ หน่อย)
แล้วก็วางเนื้อไก่โปะลงไปบนจานบะหมี่ ............. และเราก็จะได้ "บะหมี่ไก่อบซอสแดง" (แบบไม่ราดซอส) ออกมาหน้าตาแบบนี้ค่ะ ^^
ซึ่งพิมอยากจะบอกว่าหากใครไม่ชอบราดซอส (ที่เราทำไว้) จะกินทั้งแบบนี้เลยก็ได้นะคะ เพราะว่าทั้งตัวเส้นบะหมี่และเนื้อไก่มันก็มีรสชาติอยู่แล้ว ... ประมาณว่าก็โอเคในระดับนึงเลยอ่ะค่ะ
แต่ถ้าหากเพื่อนๆ อยากให้เส้นกับไก่มันชุ่มๆ สักกะหน่อย ก็ให้ราดซอสลงไปแบบนี้เลยนะคะ (ปริมาณซอสนี่มากน้อยตามใจชอบเลยค่ะ) ... แล้วก็โรยกระเทียมเจียวสักหน่อย ..... อ้อๆ หากใครมีต้นหอมผักชี ก็อย่าลืมใส่ลงไปด้วยนะคะ ^^ (แต่วันนี้พิมไม่จ้า หาซื้อแถวบ้านไม่ได้เลย)
แล้วเราก็จะได้บะหมี่น่องไก่อบซอสแดง ... ออกมาหน้าตาประมาณนี้ล่ะค่ะ ^^
ขอบอกว่า คุณสามีพิม ... กินไปคนเดียว 3 จานค่ะ ^_^ ......... (ไม่รู้อร่อย หรือเพราะว่าไม่มีอย่างอื่นให้กิน ฮ่ะๆ)
หากเพื่อน ๆ สนใจก็ลองไปทำดูนะคะ เครื่องเคราอาจจะเยอะสักหน่อย แต่ว่าหากทำแล้วกินไม่หมดในคราวเดียวก็สามารถเก็บใส่ถุง แช่ตู้เย็นไว้กินวันหลังได้อ่ะค่ะ
แถมท้ายให้ก่อนจะจบเมนูนี้ ... ด้วย "บะหมี่ ซอสน้ำพริกอ่อง" ค่ะ .... รสเด็ดไม่แพ้กัน ^^
แล้วเจอกันใหม่เมนูถัดไปนะคะ ^^
ป.ล. ไก่อบสูตรนี้ (ไม่ต้องราดซอส) กินกับข้าวก็ใช้ได้นะคะ

Comments
เหมือนร้านดังที่ขายอยู่หลัง ม เลย แต่ของพี่พิมนี่น่ากินกว่าเพราะ ผักดูไม่เหี่ยวแห้งเหมือนที่หลั ง ม อ่ะค่ะ
เป็นอีกเมนูสิ้นคิดเวลาไปหลัง ม เพราะมีช่วงนึงกินเกือบทุกวันตล อด 2 เดือน แล้วมันก็อร่อยมากๆๆๆ =D
แต่อยากลองกินของพี่พิมมากกว่าน ะตอนนี้ :drunk:
(อดทำเลยนิ) T_T
แล้วที่บ้านก็ไม่มีเตาอบด้วยแหล ะ แอบเสียดายนะเนี่ย.. =_=
ขอบคุณคุณพิมสำหรับความรู้เรื่อ งอาหารและวิธีทำอย่างละเอียด ป้าไก่ต้องการให้Webคุณพิมอยู่อ ย่างนี้
มีทางไหนที่เราจะช่วยกันได้ตามค วามสามารถและกำลังของเราค่ะ
(ไว้อีกหน่อยพี่จะรับสั่งทำแล้ว ส่งทางรถทัวร์ อิอิ)
คุณ bio man .... อบในไมโครเวฟก็น่าจะพอไหวนะคะ :notfunny: แต่ว่าอาจจะต้องใช้ภาชนะที่มีฝา ปิด อบให้ไก่สุกก่อน
แล้วพอไก่สุก ก็เปิดฝาภาชนะออก อบต่ออีกนิดให้ผิวด้านนอกเกรียม พอเกรียมหน่อยๆ ก็เอาออกจากเตา
แล้วก็รีบทาน้ำซอส .. น่าจะพอได้อ่ะค่ะ แต่อาจจะไม่เวิร์คเท่าใช้เตาอบน ้อออ
ว่าแต่ถ้าไม่กินไก่ ลองเปลี่ยนเป็นเนื้อหมูส่วนสันค อ ก็ได้นะคะ
แต่ถ้าไม่มีเตาอบ ลองแบบที่พิมบอกไว้ด้านบนเลยจ้า (อาจจะพอถูไถน๊า)
สมมติอย่างข้างบน พิมบอกว่าให้ใช้อุณหภูมิในการอบ 150 องศาเซลเซียส
ป้าไก่ก็จะต้องปรับปุ่มตั้งอุณห ภูมิไปไว้ที่ 150 องศาเซลเซียส แล้วก็ตั้งเวลาไปสัก 15 นาที
เพื่อวอร์มเตาให้ร้อนซะก่อน (ตอนนี้ยังไม่ต้องใส่อะไรลงไปใน เตาอบ)
แล้วพอเตาอบของเราร้อนจนได้อุณห ภูมิที่เราต้องการ
ก็ค่อยเอาอาหารหรือขนมที่เราจะอ บ ใส่ไปในเตาอ่ะค่ะ แล้วก็ตั้งเวลาไปตามที่เราต้องก าร
(อย่างที่พิมบอกด้านบนก็คือสำหร ับไก่ชิ้นเล็ก 30 นาที สำหรับไก่ชิ้นใหญ่ 40 นาทีอ่ะค่ะ)
ส่วนเรื่องความเมตตาของป้าไก่ที ่มีต่อพิม .... แค่ได้ยินพิมก็ดีใจแล้วค่ะ
แต่ตอนนี้พิมยังไม่มีเรื่องอะไร ให้เครียดค่ะ (อาจจะมีนิดนึง แต่ยังไม่สาหัสสากรรจ์)
แต่หากวันไหนมีเรื่องเครียดมากๆ และต้องการความช่วยเหลือจากเพื่ อนๆ พิมจะรีบป่าวประกาศทันทีเลยค่ะ =)
คุณปู ... miss u มากน๊า เดี๋ยวส่งไปให้อย่างละ 2 เลย =)
น้อง Tam ... งี้ต้องให้จ่ายตังค์ก่อนอ่ะดิ คิคิ
น้องติ๊ก ... พี่ใช้เตาอบยี่ห้อ Prolife กับ Homemate อ่ะจ๊ะ
ตัว Prolife พี่ซื้อมาจาก it-city ใช้คูปองแลกเอาราคาเต็มมันประมา ณ 4.5 พันหรือไงนี่แหละ
ส่วนตัวสองยี่ห้อ Homemate เป็นของวีรสุ ราคาพอ ๆ กัน ตัวเล็กกว่า แต่วัสดุที่ใช้ทำเตาอบดีกว่าอ่ะ
หากน้องติ๊กจะซื้อสักตัว หากงบไม่มาก ลองดูของ otto ก็ได้น๊า
คุณรุ่นอรุณ ... บางกอกโพสต์แถวๆ คลองเตยหรือเปล่าค่ะ ?
คุณบิ๋ว ... โย่ว ดีใจที่เห็นคุณบิ๋วในเวบนี้น๊า =)
ว่าแต่ใช้สูตรนี้อบเป็ดได้ไม๊ค่ ะ
ทำไงดีอะพิม เอาเส้นไวไวแทนได้เปล่า :uhh:
ปลา ... ตกลงตะเองทำหรือยังนะนั่น :nuu:
Anonymous .... นี่ใครอ่า เปิดเผยโฉมหน้ามาซะดี ๆ ไม่งั้นมาบ้านเราคราวหน้า มิให้กินข้าวนะขอบอก ๆ :snooty:
วันนี้สมัครเปนสมาชิกบ้านพิมแล้ ว
จะติดตามต่อไปนะคะ
วันไหนว่าง ๆ ทำเมนูมาอวดพี่อวดเพื่อนสมาชิกท ่านอื่นบ้างก็ได้น๊า
=)
สูตรบะหมี่ไก่อบซอสของคุณพิมพ์อ ร่อยมากๆเลยค่ะ
ทำทานวันนี้เป็นครั้งที่ 2 สามีกับลูก(สามี)ชอบมากค่ะ
ลูกเลี้ยงชมมาว่า "C'était trop bon" :snicker:
ยังมีอีกหลายเมนูที่สนใจ
ขอบคุณมากๆค่ะ ที่มาแบ่งปันให้ความรู้แบบละเีอ ียดๆ
พิมดีใจนะคะที่คุณแอมและก็ที่บ้ านชอบบะหมี่ไก่สูตรนี้อ่ะค่ะ แบบว่าพิมก็ชอบเหมือนกัน ฮี่ๆ
ว่าแต่ C'était trop bon นี่แปลว่าอะไรอ่า (ภาาษาอะไรด้วยอ่ะค่ะ แปลไม่ออก ฮือๆ) T_T
ประโยคที่ว่า แปลว่า "มันอร่อยเหลือเกิน" เป็นภาษาฝรั่งเศสค่ะ
ได้สามีคนฝรั่งเศส ตอนนี้ก็เลยต้องระเห็ดมาอยู่ที่ ฝรั่งเศส
อยากกินอะไรก็ต้องดิ้นรนทำกินเอ ง จะไปซื้อกิน ก็ไม่ได้รสชาดอย่างที่เราชอบ
เมื่อคือทำท็อฟฟี่เค้กสูตรคุณพิ มพ์ด้วย ที่ีบ้านและเพื่อนๆชอบกันทุกคน
บอกอร่อยดีค่ะ ทำกินไม่พอ แจกเค้าด้วย ไม่งั้นกินไม่หมด
คุณพิมพ์ค่ะ ถามนิดนึงว่า ตัวเค้กเนี่ยแอมลดน้ำตาลไป 20 กรัม เป็นเพราะสาเหตุนี้หรือเปล่าคะ รู้สึกว่าเนื้อเค้กมันแห้ง ไม่ชุ่มช่ำเหมือนในรูปของคุณพิม พ์
เรื่องการลดน้ำตาลจากในสูตรลง .... เป็นปกติค่ะที่จะส่งผลต่อเนื้อเ ค้ก แต่ถ้าไม่มากเกินไปก็ไม่เป็นไร
สาเหตุที่เนื้อเค้กแห้งส่วนนึงอ าจจะไมใช่เพราะการลดน้ำตาลลง แต่อาจจะเพราะไฟแรงเกิน หรือไม่ก็อบนานไป
ลองลดเวลาดูสัก 5 นาทีนะคะ แล้วเช็คว่าสุกไหม ถ้าสุกดีแล้ว ก็เอาออกจากเตาได้เลย
ไม่ต้องรอครบเวลาเหมือนพิมก็ได้ อ่ะค่ะ =)
ป.ล. ไปอยู่ฝรั่งเศสนานแล้วหรือยังค่ ะเนี่ย ถ้ามีโอกาสเอาสูตรอาหารฝรั่งเศส ที่อร่อย ๆ มาฝากพิมบ้างนะคะ =)
แอมมาอยู่ได้เกือบ 2 ปีแล้วค่ะ (ขาดไป 2 เดือน อิอิ) ส่วนเรื่องอาหารฝรั่งเศสเนี่ย แอมต้องสารภาพตามตรงว่าไม่ค่อยไ ด้กินสักเท่าไหร่ค่ะ ก็เลยยังไม่เคยเจอที่เค้าว่าอร่ อยนักอร่อยหนา 555 จะให้พูด แอมว่า อาหารไทยนี่แหล่ะค่ะ อร่อยที่สุด แต่สัญญานะคะ ว่าถ้าเจออะไรอร่อยๆ จะเอาสูตรมาฝากค่ะ
pim
ขอบคุณล่วงหน้านะคะ
ส่วนว่าใส่แป้งอเนกแทนแป้งข้าวโ พดได้ไหม พิมขอตอบว่าไม่ดีกว่าค่ะ เพราะลักษณะการข้นของแป้ง 2 ชนิดนี้มันจะต่างกัน แป้งข้าวโพดจะข้นเหนียว ส่วนแป้งอเนกจะข้นเป็นครีมอ่ะค่ ะ
แล้วตอนนี้บ้านคุณพิมเป็นไงบ้าง คะ
ป.ล. น้ำยังไม่ท่วม แต่ดูจากพื้นที่ที่น้ำท่วมรอบ ๆ แล้ว คิดว่าภายในศุกร์นี้ น้ำคงจะมาถึงบ้านพิมแน่นอนอ่ะค่ ะ
- ปุ่มตั้งอุณหภูมิ
- ปุ่มตั้งเวลา
- ปุ่มตั้งไฟบนไฟล่าง
ประมาณนี้ล่ะค่ะ ส่วนปุ่มอื่นอาจจะมีเพิ่มเติมไป ตามยี่ห้อและราคาของเตาอบเอง
ซึ่ง 3 ปุ่มนี้ก็ใช้งานตามชื่อปุ่มเลยค ่ะ ซึ่งเวลาจะอบขนมหรืออาหารจะต้อง ตั้งอุณหภูมิให้ได้ตามต้องการก่ อน แล้วค่อยเอาขนมเข้าไปอบ (เรียกว่าการวอร์มเตา) เช่น ในสูตรเค้าบอกไว้ว่า ขนมนี้ต้องใช้อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส คุณ joyjoy ก็จะต้องปรับอุณหภูมิเตาไปที่ 150 องศาเซลเซียส ปรับไฟบนไฟล่างตามที่สูตรบอก และตั้งเวลาประมาณ 15-20 นาที ... จากนั้นเตาจะเริ่มทำงาน ผ่านไปประมาณ 15-20 นาที เตาก็จะมีความร้อนตามที่สูตรขนม ต้องการคือ 150 องศาเซลเซียส จากนั้นก็ค่อยนำขนมเข้าอบค่ะ แล้วที่สำคัญก็อย่าลืมปรับปุ่มต ั้งเวลาไปตามที่ในสูตรขนมบอกด้ว ยนะคะ จากนั้นก็รอขนมหรืออาหารสุกจ้า
ก็ประมาณนี้แหละค่ะ