ขนมหัวไชเท้าทรงเครื่อง

เพื่อน ๆ เคยมีร้านอาหารร้านไหน เป็นร้านในความทรงจำดี ๆ บ้างไหมค่ะ ... พิมมีค่ะ หนึ่งในร้านนั้นก็คือ ร้านขายขนมหัวไชเท้า หัวผักกาดทรงเครื่อง ที่ตลาดเก่า ๆ ข้าง รร.สมัยประถมของพิมเองค่ะ
ที่ร้านนี้ ... ป้าเจ้าของร้าน .... แกเป็นคนจีนค่ะ แกทำขนมชนิดนี้ได้อร่อยมาก แล้วนอกจากแกจะทำอร่อยแล้ว สำหรับเด็ก ๆ อย่างพิม .... แกก็ยังขายให้ในราคาที่ถูกมาก (ถูกกว่าราคาปกติประมาณครึ่งนึง) แล้วแกก็ใจดี ยิ้มแย้มแจ่มใส เอ็นดูเด็ก ๆ เวลาพิมไปซื้อขนมของแก แกก็จะทักทายเหมือนเป็นลูกหลาน ..... ในสมัยนั้น ทั้งขนมหัวไชเท้า และตัวป้าเค้า จึงถือเป็นขวัญใจของพิมเลยค่ะ
แต่พอพิมเรียนจบ ป.6 และย้ายมาเรียน ม. ต้น ในอีก รร. นึง ซึ่งไปคนละทางกับ รร. สมัยประถม .... ตั้งแต่นั้นก็ไม่เคยแวะไปที่ร้านป้าเค้าอีกเลย ... พอโตขึ้นมาหน่อย ก็หวลคิดถึงขนมหัวไชเท้าอร่อย ๆ ของป้าเค้า ก็เลยเพียรพยายามหาสูตรสารพัดสูตรมาลองทำ แต่ก็ไม่เคยเจอสูตรไหน อร่อยเท่าสูตรของป้าแกเลยค่ะ
แต่หนึ่งในบรรดาสูตรที่พิมเอามาลองทำ ก็มีสูตรนึงค่ะ ที่พิมคิดว่าอร่อยใช้ได้ ... และเป็นสูตรที่พิมทำกินค่อนข้างบ่อยสุด วันนี้พิมก็เลยอยากจะเอาสูตรนี้มาแนะนำให้กับเพื่อน ๆ ที่สนใจอยากจะลองเอาไปทำดูค่ะ
:: ส่วนผสมและเครื่องปรุง ::
1. หัวไชเท้าขูดเป็นเส้นบาง ๆ 2 ถ้วย
2. กุ้งแห้ง (แบบไม่มีเปลือก) 1/2 ถ้วย
3. ถั่วลิสงเม็ดเล็ก ต้มเปื่อย 1 ถ้วย
4. เกลือป่น 2 ชต.
5. แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วย
6. แป้งเท้า หรือแป้งมัน 1/2 ถ้วย
7. คึ่นช่าย หั่นท่อนสั้น ๆ 1/4 ถ้วย
8. น้ำสะอาด 2 ถ้วย

:: วิธีเตรียมส่วนผสม และวิธีทำ ::
เริ่มแรกมาดูที่หัวไชเท้ากันค่ะ .... "หัวไชเท้า" ... หรือที่บางคนเรียกว่าหัวผักกาด ... พิมใช้ประมาณ 2 หัวค่ะ ... ก็เอาหัวผักกาดมาล้างน้ำ - ปอกเปลือก - แล้วนำไปล้างอีกรอบ ก่อนที่จะนำมาขูดเป็นเส้น

พอขูดเป็นเส้น ๆ แล้ว เราก็โรยเกลือป่นลงไปหน่อยค่ะ (ประมาณ 1 ชต. จากในสูตรข้างบน) เคล้าให้เข้ากัน ทิ้งระยะไว้แป๊บนึง สัก 1 นาที ...... แล้วก็จัดการเอามือเราลงไปขยำ ๆ จนหัวไชเท้านิ่ม และมีน้ำออกมา

พอนิ่มดีแล้ว ... ก็เอาไปล้างน้ำสักรอบนึงค่ะ แล้วนำมาบีบให้แห้ง ... พักเอาไว้ก่อน

"ถั่วลิสง" ... โดยปกติขนาดของเมล็ดถั่วลิสงเนี่ย จะมี 2 ขนาด คือเม็ดเล็กกับเม็ดใหญ่ .... เราควรเลือกใช้เม็ดเล็ก เพราะจะเข้ากับส่วนผสมมากกว่าค่ะ แต่วันนี้ถั่วที่พิมมีอยู่กับบ้าน เป็นถั่วเม็ดใหญ่ ... เพื่อที่ไม่ต้องซื้อใหม่ ก็เอามาใช้แทนกันได้ค่ะ
พอเราได้ถั่วมา .... คัดเอาเม็ดเสียออกก่อนนะคะ จากนั้นนำไปล้างนำไว ๆ ค่ะ สัก 2 น้ำ แล้วก็นำไปต้มให้สุกเปื่อยค่ะ
วิธีการต้ม ..... ง่ายมากๆ ค่ะ ไม่ต้องแช่น้ำนานข้ามวันข้ามคืน ไม่ต้องต้มกันหลาย ชม. แค่ตั้งน้ำบนเตาไฟกะว่า ปริมาณน้ำพอท่วมถั่วสัก 3-4 นิ้ว ... แล้วก็รอให้น้ำเดือดจัด พอน้ำเดือดจัดก็เทถั่วลิสงใส่ลงไป จากนั้นต้มไปประมาณ 40 นาทีค่ะ เราก็จะได้ถั่วลิสงต้มที่สุกนิ่มกำลังดี
พอสุกได้ที่ ก็นำมาเทใส่กระชอน ให้สะเด็ดน้ำค่ะ

พอถั่วสะเด็ดน้ำดี ... ก็จัดการเอามาเทใส่กาละมังสำหรับผสมค่ะ ... แล้วก็ใส่หัวไชเท้าด้านบนลงไป ตามด้วยกุ้งแห้ง และคึ่นช่ายหั่นท่อนสั้นๆ

จัดการคลุกเคล้าให้เข้ากันดี ... แล้วก็พักไว้ประเดี๋ยวนึง

หันมาเตรียมส่วนผสมแป้งกันก่อนนะคะ
เทแป้ง 2 อย่าง (ตามด้านบน) + เกลือป่นที่เหลืออยู่ 1 ชต. ลงในกาละมังอีกใบค่ะ แล้วก็ค่อย ๆ เทน้ำใส่ลงไป ... ซึ่งตอนแรกใส่น้ำลงไปสักครึ่งนึงก่อนนะคะ แล้วก็ใช้ทัพพีคนให้เข้ากัน จนแป้งไม่เป็นเม็ด..... ก็ค่อยเทน้ำอีกครึ่งใส่ตามลงไป แล้วก็คนให้แป้งกับน้ำเข้ากันดีอีกครั้งค่ะ

พอแป้งละลายหมดแล้ว ก็เทส่วนผสมแป้งลงในกาละมังที่มีส่วนผสมของหัวไชเท้าอ่าค่ะ ... แล้วก็คน ๆ ให้เข้ากันอีกครั้ง

จากนั้นนำไปเทใส่ถาดที่เราจะใช้นึ่งค่ะ ... ซึ่งพิมว่าปริมาณขนาดนี้ เทใส่ถาดขนาด 8*8 นิ้ว (มันจะสูงประมาณ 3/4 นิ้ว) น่าจะกำลังดี แต่เผอิญพิมหาถาดเบอร์นั้นไม่เจอค่ะ ไม่รู้แม่หยิบติดมือใส่ของอะไรไปที่บ้านสวนจันฯ หรือเปล่า เจอแต่ถาด 10*10 นิ้ว ซึ่งพอเทส่วนผสมใส่ลงไปแล้ว พิมว่ามันบางมากไปหน่อยน่ะค่ะ แต่ก็ไม่เป็นไร ... กินเอง - -"

แล้วก็นำไปนึ่งในน้ำเดือดจัด เป็นเวลาประมาณ 20-30 นาที (แล้วแต่ความหนาบาง และขนาดของซึ้ง)

พอสุกแล้วก็จะได้ออกมาเป็นหน้าตาแบบนี้นะคะ

ทิ้งระยะให้เย็น และเซ็ตตัวสักพัก ก็หั่นเป็นชิ้นตามต้องการค่ะ .... กินกับน้ำจิ้ม (ในสูตรด้านล่าง) อร่อยใช้ได้เลย แต่ถ้าใครชอบแบบกรอบ ๆ จะเอาไปทอดอีกครั้ง ก็ได้เหมือนกันนะคะ ^^
:: สูตรน้ำจิ้ม ::
1. ซีอิ๊วดำ 1/2 ถ้วย
2. น้ำเชื่อม 1/4 ถ้วย
3. น้ำต้มสุก 1/4 ถ้วย
4. น้ำส้มสายชูแท้ 1/4 ถ้วย
5. ซีอิ๊วขาว 1/8 ถ้วย
6. พริกขี้หนูเม็ดใหญ่ โขลกละเอียด 2 ชต. (หรือตามชอบ)
ป.ล. ในภาพ ลืมน้ำเชื่อม และในขวด สีชมพู คือน้ำต้มสุกค่ะ

:: วิธีทำน้ำจิ้ม ::
นำทุกอย่างผสมรวมกัน ... ได้ออกมาเป็นแบบนี้ พร้อมจิ้มได้เลยค่ะ แต่ถ้าหากต้องการเก็บไว้หลายวัน ให้นำไปต้มให้ร้อนสักครั้งนึง ก็เก็บอยู่ได้ 2-3 อาทิตย์เลยค่ะ

![]()
:: เพิ่มเติม ::
ขนมหัวไชเท้าทรงเครื่องที่นำในวันนี้ เมื่อนึ่งสุกและหั่นเป็นชิ้นเรียบร้อยแล้ว ... เราก็มีวิธีเอาไปกิน 3 แบบด้วยกันค่ะ ก็คือ
แบบแรก - นึ่งเสร็จแล้ว ขณะกำลังร้อน ๆ ก็จิ้มน้ำจิ้มทานได้เลยค่ะ
แบบที่ 2 - เอาไปคลุกแป้งสาลี ชุบไข่ แล้วคลุกกับขนมปังป่นอีกครั้ง ก่อนจะนำไปทอดจนเหลืองกรอบ และจิ้มกับน้ำจิ้มบ๊วย
แบบที่ 3 - หั่นเป็นชิ้นพอค่ำ ทอดในน้ำมันปาล์ม ให้กรอบนอกนุ่มใน แล้วจิ้มกับน้ำจิ้มด้านบนอ่าค่ะ

Comments
กลัวขาดสารอาหาร
ทำมั๊ยต้องล้าง+คั้นน้ำออกคะ
ใช้น้ำไชเท้าเองเป็นตัวผสมแป้งเ ลยไม่ได้หรอคะ
สูตรเผือกก็ต้องล้าง วิตามินเกลือแร่ไม่ไปกับน้ำหมดห รอคะ
เสียดายอะคะ :drunk:
ที่ต้องคั้นน้ำออก เพราะว่าไชเท้ามันมีความขื่นอยู ่นิดหน่อยค่ะ หากไม่ล้าง เด็กที่บ้านพิมจะไม่กินค่ะ แต่ถ้าไม่อยากล้างก็ได้ค่ะ
ป.ล วิตามินบางตัว เช่น C จะละลายในน้ำค่ะ (แต่จริงๆ อะไรที่มีวิตามิน C เช่น น้ำส้ม หากคั้นทิ้งไว้สัก 1/2 ชม. วิตามินซีก็หายหมดค่ะ) แต่วิตามินหลายตัว ไม่ละลายนะคะ)
อีกคำถามนะคะ เรื่องแป้งท้าว ประโยช์+คุณสมบัติ คือ supermarket ที่นี่ไม่มีแป้งท้าวขายเลย ก็ใช้แป้งมันหรือแป้งข้างโพดแทน ไปก่อน แต่เห็นอาหารหลายๆอย่างที่ มือ Pro ทำจะมีแป้งท้าวบวกขึ้นมาเป็นพิเ ศษอยู่เรื่อย...เผื่อคราวหน้าจะได้หิ้วมาด้วย :snicker:
ปล. อาทิตย์ที่ผ่านมาลงมือทำแล้วค่ะ ออกมาอร่อยมากๆๆ
ขอบคุณสำหรับสูตร+ความเสียสละที ่ทำเวปออกมา..แค่ทำบล๊อก แป๊ปยังท้อแท้เลย กว่าจะได้แต่ละหน้า :uhh: :dizzy:
พิมชอบทำอาหารน่ะค่ะ เวลาทำอาหาร ทำขนม จะรู้สึกสนุกมาก ยิ่งได้เอามาโพสต์ในเวบ ในบล๊อคตัวเอง แล้วมีคนมาพูดคุยด้วย พิมยิ่งรู้สึกสนุกมากขึ้นอ่ะค่ะ =)
แป้งท้าวเนี่ย ... เป็นแป้งที่ทำมาจากหัวพืชชนิดนึ งที่เรียกว่า "เท้ายายม่อม" ค่ะ ลักษณะคล้าย ๆ หัวมัน ทำนองนั้น แต่ว่าออกปีละครั้ง และมีกระบวนการในการผลิตที่ยุ่ง ยากกว่าแป้งมัน (ซึ่งเป็นแป้งที่มีคุณสมบัติคล้ ายกัน) แป้งชนิดนี้ก็เลยมีราคาแพงกว่าแ ป้งมันค่ะ
ลักษณะของแป้งท้าว ตัวแป้งจะเป็นเม็ดเล็กๆ หยาบ ๆ สีขาว เป็นเงาค่ะ เวลาจะใช้ เราจะต้องเอามือบี้ ๆ แป้งให้ละเอียดเป็นผงซะก่อนนะคะ (แต่ถ้าต้องเอาไปขยำกับอะไรอยู่ แล้ว ก็ไม่ต้องบี้)
คุณสมบัติของแป้งเนี่ย เวลาเราเอามาทำอาหาร จะทำให้อาหารมีความข้น หนืด เหนียวอ่ะค่ะ ที่สำคัญจะใส (ต่างจากแป้งมันที่จะขุ่น) แล้วพออาหารที่ใช้แป้งตัวนี้เป็ นส่วนผสม เมื่อเย็นตัวลง อาหารก็จะเหนียวและยืดหยุ่น แถมยังดูใส สวยมากกว่าการใช้แป้งมันค่ะ
แต่ถ้าไม่มี ก็ใช้แป้งมันพอทดแทนได้ =D
คราวหน้าต้องหิ้วมาซัก 2-3 ถุงละ =)
อยู่เมืองไทยไม่เคยทำอาหารเลยอะ
มานี่..ด้วยความตะกละเลยต้องขนขวายกันห น่อย
ก็ได้ bloggang เป็นครู
จน blog enya หายไป เพิ่งมาเจออีกที...แสนดีใจ =)
ธรรมดาแป๊ปไม่เคยเม้นเลย..ติดตาม+เป็นแฟนอยู่เงียบๆ
คงได้คุยกันอีกเรื่อยๆนะคะ :meow:
คุณจอย ... ลองดูจ้า เผื่อจะชอบ =)
เราจะต้องทำให้ถั่วนั้นสุกนิ่มก ่อนนะคะ เพราะไม่งั้นเนี่ยเวลาเรากินเข้ าไป ถึงอาหารจะอร่อย แต่มันจะเสียอรรถรสตรงถั่วเนี่ย แหละค่ะ =)
ขอบคุณสำหรับสูตรดี ๆ ครับคุณพิม
สนใจอยากทำขายค่ะ รบกวนถามหน่อยค่ะ ทั้งขนมหัวผักกาดทรงเครื่องและข นมเผือกทรงเครื่องทำแล้วสามารถเ ก็บไว้ได้กี่วันค่ะ หรือมีวิธีเก็บยังไง
คุณพิมเคยทำขนมกุ๋ยช่ายมั้ยค่ะ อยากได้สูตรและวิธีเก็บไว้กินให ้สดเหมือนใหม่ง๊ะค่ะ สามารถทำได้หรือเปล่าค่ะ
คุณ Aew ..... อืมม พิมไม่เคยทดลองว่าจะเก็บไว้ได้น านเท่าไหร่นะคะ แต่ถ้าใส่ตู้เย็นน่าจะสัก 3 วัน
นานกว่านี้ อาจจะมียางยืดๆ ได้อ่ะค่ะ
ส่วนขนมกุ๋ยช่ายเนี่ย พิมเคยทำอยู่ 3-4 ครั้งนะคะ แต่ยังไม่เจอสูตรที่ถูกใจ ไว้หาสูตรดี ๆ ได้ จะเอามาฝากค่ะ
แต่ว่าที่ตลาดนัดที่แม่พิมขายขอ ง จะมีกุ๊ยช่ายเจ้านึงมาขายค่ะ อร่อยมาก (เสียแต่บางวันเค้าก็มา บางวันก็ไม่มา)
เค้าทำส่งหลายที่ พิมสนิทกับเค้าก็ค่อนข้างมาก เคยแอบถามสูตรเล่นๆ (แต่ถ้าเค้าบอกก็ดี) แต่เค้าก็ไม่บอกค่ะ ฮ่ะๆ
แต่เคยถามเค้าว่ากุยช่ายเค้าถ้า จะซื้อไปเก็บไว้กินหลาย ๆ วันจะต้องเก็บยังไงถึงจะเหมาะสม สุด
เค้าบอกว่าเก็บในตู้เย็นธรรมดาไ ด้ประมาณ 4 วัน แต่ถ้าทอดให้ดี ก็ทอดพอสุกเหลืองหน่อยก่อน ทิ้งให้เย็น
แล้วเก็บใส่ถุง แช่ตู้เย็น จะเก็บได้ 2 อาทิตย์หรือเป้นเดือนน่ะค่ะ แต่ถ้าในช่องแข็งก็ได้หลายเดือน หน่อย
แต่ยังไงก็คงจะไม่เหมือนใหม่แน่ นอนอ่ะค่ะ
ความสุขอะไรก็ไม่เท่ากับความสุข ที่ได้มาจากคนในครอบครัวเน๊าะค่ ะ
=)
ใส่น้ำ 2 ถ้วย มันแข็งอ่ะ
น้ำจิ้มใช้ซีอิ๊วเค็มหรือหวานคะ ใช้แบบเค็ม ทำไมมันไม่ค่อยอร่อยเลย
พัส
และถ้าคุณพัสอยากให้มันดึ๋ง ๆ .... ก็เพิ่มแป้งมัน แป้งท้าว แล้วลดแป้งข้าวเจ้าดูนะคะ น่าจะได้แบบที่คุณชอบ
ส่วนซีอิ๊ว ใช้แบบหวานค่ะ หรือถ้าจะใช้แบบเค็ม (กลิ่นจะแรงกว่า) น้ำเชื่อมก็ต้องเข้มข้นหน่อยค่ะ
ถ้าคุณพัสไม่ชอบรสที่พิมทำ ยังไงลองเติมแล้วชิมเอาตามรสที่ ชอบนะคะ