ขนมดอกโสน

วันนี้แม่พิมนึกครึ้มยังไงก็ไม่รู้ค่ะ เดินออกไปเก็บดอกโสนที่ต้นหน้าบ้าน ตอนแดดกำลังร้อนเปรี้ยง ๆ แล้วพอแม่เก็บเสร็จ เดินกลับเข้าบ้านมา แม่ก็เอากาละมังดอกโสนมาวางไว้ที่โต๊ะข้างหน้าพิม แล้วก็พูดขึ้นว่า "เอ๊าา ทำขนมให้กินทีสิ" ... อืม แม่เรานิ ใช้กันง่าย ๆ อย่างนี้เลยเหรอเนี่ย
"ดอกโสน" ... ว่ากันไปแล้ว แม้จะใช้คำเรียกว่า "ดอก" แต่ก็เป็นผักชนิดนึงของไทยเรา ที่สมัยก่อนนิยมเอามาเป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือเป็นผักใส่ในแกงส้ม แกงเลียง คล้าย ๆ ดอกแคนั่นแหละค่ะ
"ดอกโสน" เป็นไม้ล้มลุกที่มักจะขึ้นอยู่ตามริมน้ำ เช่น ริมคู ริมคลอง ริมบ่อ .. สมัยก่อนสัก 20 กว่าปีมาแล้ว หน้าบ้านพิมเป็นนาผักกระเฉด นาผักบุ้ง และที่ริมคันนาช่วงหน้าร้อน ก็จะเริ่มมีต้นโสนต้นเล็ก ๆ ขึ้นมากมาย แล้วพอย่างเข้าฤดูฝน ต้นโสนก็จะโตเต็มที่ และออกดอกเหลืองสะพรั่งในทุก ๆ เช้าถึงบ่าย เต็มไปหมดเลยค่ะ
ดอกโสนนอกจากจะเอามาเป็นส่วนประกอบในอาหารคาว อย่างที่พิมบอกไว้เมื่อกี้แล้ว ... ก็ยังสามารถจะเอามาทำขนมได้อีกน่ะค่ะ นั่นก็คือ "ขนมดอกโสน" ... พิมก็ไม่รู้ว่าจะมีเพื่อน ๆ คนไหนเคยกินบ้างไหม แต่พิมอยากจะบอกว่า ถ้าใครยังไม่เคยกิน ... ลองหัดทำ แล้วลองชิมดูนะคะ บางทีแล้วอาจจะกลายเป็นขนมที่เพื่อน ๆ ชอบไม่แพ้ขนมไทยอย่างอื่นเลยก็เป็นได้ค่ะ

:: ส่วนผสม / วัตถุดิบ ::
1. ดอกโสน .. (ไม่พรมน้ำ ไม่เปียกน้ำ) 300 กรัม
2. แป้งข้าวเจ้า 500 กรัม
3. หัวกะทิ หรือน้ำลอยดอกมะลิ สำหรับหมักแป้ง 1 ถ้วย + 2 ชต.
4. น้ำตาลปี๊บ 250 - 300 กรัม
5. น้ำลอยดอกมะลิ หรือน้ำสะอาด สำหรับผสมน้ำตาลปี๊บ 1 ถ้วย
5. เกลือป่น (ธรรมดา) 2 ชช.
6. มะพร้าวทึนทึกขูด สำหรับโรยหน้าขนม 1-2 ถ้วย (ตามชอบ)

:: วิธีทำ ::
อันดับแรก ... มาดูที่ดอกโสนกันก่อนเลยค่ะ .. ดอกโสนเนี่ยจะว่าไปมีหลายสายพันธุ์ด้วยกัน แต่เท่าที่พิมรู้ว่า พันธุ์ที่มีขึ้นในเมืองไทยตามริมบ่อ ริมคลอง กินได้ทุกพันธุ์เลยค่ะ .. สมัยก่อนมีขึ้นให้เต็มไปหมด ไม่เคยต้องซื้อหา แต่ปัจจุบันอาจจะหายากสักหน่อย แต่ตามตลาดสดก็มักจะมีขาย ขีดละ 10-15 บาท (ที่พารากอน ขีดละ 25 - 30 บาท)

ดอกโสน .. ตอนที่เราซื้อมาหรือเด็ดมาจากต้น เค้าจะมีก้านมาด้วย แต่เวลาเราทำขนม เราทำกับข้าว เราไม่กินก้านดอกโสนด้วยค่ะ ^^" เพราะนั้น เราต้องรูดก้าน เอาแต่ตัวดอกไว้ ส่วนก้านก็ทิ้งไปนะคะ



พอเด็ดก้านเสร็จแล้ว เราก็เอาไปล้างน้ำสักครั้งนึง โดยล้างให้เบามือที่สุดนะคะ ดอกโสนจะได้ไม่ช้ำ ... เสร็จแล้วก็ใส่ตะกร้าโปร่ง ๆ ไว้ให้สะเด็ดน้ำค่ะ

ระหว่างรอดอกโสนสะเด็ดน้ำ เราก็มาหมักแป้งกันค่ะ (หมักเพื่อให้แป้งนุ่ม ไม่กระด้าง) ..... โดยสูตรที่บ้านพิมจะใช้แต่แป้งข้าวเจ้าอย่างเดียว แต่บางสูตรอาจจะใช้แป้งมันผสมด้วยก็มีนะคะ ... ซึ่งแป้งข้าวเจ้าเนี่ย พิมจะใช้ราว ๆ 500 กรัม หรือประมาณ 1 ถุงนั่นแหละค่ะ
เอาแป้งเทใส่กาละมังใบโต ๆ หน่อย

ค่อย ๆ เทหัวกะทิ หรือน้ำสำหรับหมักแป้งใส่ลงไป ... ตามข้างบน 1 ถ้วยกับอีก 2 ชต. ก็แบ่งเทสัก 4 ครั้งนะคะ .... เทแล้ว ก็เอามือเราที่ล้างสะอาดดีแล้วนี่แหละค่ะ ขยำแป้งให้กับน้ำรวมกัน ให้น้ำค่อย ๆ ซึมเข้าไปในตัวแป้ง

จนกระทั่งถึงเทน้ำหมด ขยำแป้งให้เข้ากับน้ำเรียบร้อย ก็จะได้แป้งหน้าตาประมาณนี้ ...... ก็เอาฝาหม้อใบใหญ่ ๆ หรือผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาดปิดเอาไว้ (ไม่ให้ถูกลม) ประมาณ 10-15 นาทีค่ะ

แล้วเมื่อ 15 นาทีผ่านไป แป้งที่เราหมักไว้ก็จะชุ่มชื้นได้ที่ เราก็นำแป้งมายีในกระชอนตาถี่ ๆ เช่น ตะแกรงร่อนแป้งทำขนมเค้ก หรือจะเป็นตะกร้าที่มีรูเล็ก ๆ หน่อยก็ได้ค่ะ ..... ยีแบบนี้นะคะ

เมื่อยีแป้งเสร็จแล้ว เราก็จะได้แป้งออกมาในลักษณะนี้

จากนั้นก็เทดอกโสนที่สะเด็ดน้ำใส่ลงไป ... เคล้าแป้งให้เข้ากับดอกโสน...อย่างเบามือ

ก็จะได้ดอกโสนที่เคล้าแป้งเรียบร้อยแล้วออกมาแบบนี้นะคะ

จากนั้นก็นำไปนึ่งในน้ำเดือดจัด ประมาณ 10-15 นาที หรือจนสุก (ขึ้นกับปริมาณ และความแรงของไอน้ำ) ... โดยตอนเอาส่วนผสมใส่ลงในซึ้ง ให้รองด้วยผ้าขาวบาง หรือใบตองฉีก ๆ ก่อนนะคะ เพื่อป้องกันไม่ให้ขนมตกลงไปในรูซึ้ง


ระหว่างรอตัวขนมสุก เราก็มาทำส่วนผสมน้ำตาล สำหรับที่จะมูนขนมกันค่ะ ... โดยผสมน้ำตาลปี๊บ (อย่างดี) 250-300 กรัม เกลือป่น 2 ชช. กับน้ำอุ่น 1 ถ้วย แล้วคนให้เข้ากัน จนน้ำตาล และเกลือละลายดี ไม่เหลือเป็นก้อน
ป.ล. ปริมาณน้ำตาลที่ใช้ขึ้นกับความหวานที่ต้องการ แต่ปกติที่บ้านพิมจะใช้แค่ 250 กรัม เพราะว่าพิมชอบกินแบบหวานน้อย แล้วถ้าคนในบ้านคนไหนอยากเพิ่มความหวานอีก ก็ค่อยเติมน้ำตาลทรายเพิ่มทีหลังในจานตัวเองก็ได้ค่ะ

แล้วเมื่อเราทำส่วนผสมน้ำตาลเสร็จ ....... ส่วนของตัวขนมดอกโสนที่เรานึ่งไว้ ก็สุกพอดี ...... และพอขนมสุกออกมา จะมีลักษณะนี้นะคะ

ก็ให้รีบตักขนมในซึ้ง ลงไปใส่ในกาละมังส่วนผสมน้ำตาลที่เราทำเอาไว้เมื่อดี้ แล้วก็ผสม ...ด้วยการใช้ทัพพี 2 อัน ผสมให้เข้ากันดีค่ะ (ผสมในลักษณะตักขึ้น แล้วปล่อยลง แล้วตักขึ้นใหม่ ไม่ใช่ผสมแบบคนวนไปวนมานะคะ)

ก็จะได้ขนมออกมาหน้าตาแบบนี้ ... เป็นอันว่าพร้อมกินได้แล้วค่ะ


แต่................ ถ้าต้องการให้ครบเครื่อง นอกจากตัวขนมแล้ว เรายังจะต้องมีมะพร้าวทึนทึกขูดโรยหน้าด้วยนะคะ ถึงจะอร่อยครบสูตร และถ้าใครชอบหวานมากกว่าที่ทำเอาไว้ ก็สามารถเติมน้ำตาลทรายเพิ่มได้ตามชอบเลยค่ะ
ยังไง ..... จานนี้พิมขอยกให้เพื่อน ๆ ที่เข้ามาดูทุกคนเลยนะคะ ^^


Comments
น้องมิลด์ ... ขนมโบ ๆ ในครัวบ้านพิมมีเยอะนะคะ ลองดูๆ
คุณกุ๊กกิ๊ก ค่ะ .... ข้าวเม่าคลุกแบบกรอบเนี่ยหมายถึ งข้าวเม่าหมี่ป่ะค่ะ ถ้าใช่ล่ะก็ทำกินบ่อยเลยเมื่อก่ อน แต่เดี๋ยวนี้ร้างมือไปนานแล้วค่ า อร่อยมากๆ
ตอนนี้กำลังฝึกทำอาหารอยู่ค่ะ
ดูของคุณพิมหลายอย่างแล้ว
ชอบค่ะ มีภาพให้เห็นเข้าใจง่ายดีค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
หากนานไปกว่านี้ (เข้ากลางเดือน ก.ย.) จะเริ่มหาโสนดี ๆ ยากแล้วอ่ะค่ะ (เพราะว่ามันจะมีหนอนซะเยอะ)
ผลออกมาคือ
ใส่ดอกโสนเยอะเกินไปค่ะ แล้วแป้งมันก็แข็งๆด้วยค่ะ ไม่นุ่ม
เราจำได้ว่าสมัยเด็กๆที่ยายทำให ้กินมันนุ่ม หอม กว่านี้
ไม่แน่นใจว่าเป็นเพราะอะไร เรื่องแป้งหนะค่ะ
ตูนใช้แป้งข้าวเจ้าอย่างเดียวเล ยนะค่ะ หรือว่าใช่น้ำหมักแป้งน้อยไป
(แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า วันที่ทำเนี่ย กะแป้งไม่ถูกามสูตรคุณพิมนะค่ะ เพราะเทแป้งใส่ขวดไว้ ไม่แน่ใจเรื่องปริมาณค่ะ)
ช่วยแนะนำเพิ่มหนะนะค่ะ
อ้อ...ตูนทำสังขยาแบบไม่ใช่แป้งของคุณ พิมแล้ว ขอบอกว่าอร่อยมากกกกก ที่บ้านชอบกันใหญ่ นี่ว่าจะลองทำไปวางที่ตลาดนัดหน ้าบ้านดู อยากรู้ว่าคนอื่นที่เขากินแล้วจ ะชอบ แล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้าง ตอนนี้ทำไปเรื่อยๆก่อนให้มือคงท ี่อยู่ค่ะ ขอบคุณสูตรคุณพี่มากๆเลยค่ะ
ส่วนเรื่องแป้งที่แข็งไปเนี่ย จะบอกว่าการหมักแป้งเป็นสิ่งสำค ัญมากเลยค่ะ แป้งจะแข็งจะนุ่มขึ้นกับการหมัก แป้งเนี่ยแหละค่ะ
และบางทีน้ำที่ใส่อาจจะต้องน้อย หรือมากกว่านี้ ...... ขึ้นอยู่กับว่าแป้งเก่าหรือแป้ง ใหม่ด้วยน่ะค่ะ
ขนมดอกโสนเหมือนจะทำง่ายนะคะ แต่จริง ๆ พิมว่าทำให้อร่อย แป้งนุ่ม ... เนี่ย ยากกว่าทำพวกเม็ดขนุน ฝอยทองซะอีกค่ะ
ขนมดอกโสนที่อร่อย แป้งจะต้องนุ่ม หอมดอกโสน และก็มะพร้าวน้ำหอมที่เอามาขูดใ ส่อ่ะค่ะ
คราวหน้าลองทำใหม่นะคะ
ส่วนสังขยา ... ดีใจที่ถูกใจค่ะ =) ถ้าเอาไปวางขายหน้าบ้านดู แล้วมี FB ยังไง มาบอกเล่ากันบ้างนะคะ =)
ป.ล. ถ้าหมักแป้งไม่ได้ที่ แป้งแห้งเกินไป เวลาเอาไปนึ่ง แป้งก็จะไม่ค่อยสุก หรือสุกแล้วแป้งกระด้างด้วยค่ะ
สมัยเด็ก แม่พิมทำนาผักบุ้ง แล้วที่รอบ ๆ คันนาก็จะมีต้นโสนขึ้นเยอะแยะไป หมดในช่วงหน้าฝนอย่างนี้
นอกจากแม่พิมจะเก็บเอาไปขายแล้ว ก็ยังเก็บเอามาชุบไข่ทอด เอามาแกงส้ม ลวกผัดจิ้มน้ำพริกกะปิ เอามาดอง
และที่ทำบ่อย ๆ ก็ขนมดอกโสนนี่แหละค่ะ
สมัยก่อนแม่กับยายพิมทำแล้วก็ใส ่ถุงเอาไปเร่ขายตามบ้านบ้าง ขายที่ตลาดบ้าง ให้ยายไปขายบ้าง ขายดีเชียวค่ะ
พูดถึงการทำขนมดอกโสนเนี่ย สำคัญเรื่องแป้งจริงๆ นะคะ หากหมักแป้งไม่ชื้นพอ หมักไม่ได้ที่ ยีแป้งไม่ละเอียด
โอกาสที่แป้งจะแข็งหรือกระด้างม ีเยอะมากค่ะ ยังไงลองทำดูหลายๆ ครั้ง จะจับจุดได้ค่ะ =)
แต่อร่อยมากนะคะ
การมูนขนมด้วยน้ำตาลทรายกับน้ำต าลปี๊บ จะให้กลิ่นและรสที่ต่างกัน ถ้าเป็นน้ำตาลทรายจะหวานแหลม และตัวขนมจะแห้งกว่าใช้น้ำตาลปี ๊บ เพราะไม่ต้องละลายน้ำตาลกับน้ำอ ุ่น (คือมูนด้วยการเอาน้ำตาลทรายโรย ไปในตัวขนมเลย) แต่ถ้าเป็นขนมที่มูนด้วยน้ำตาลป ี๊บ จะหอมกว่า รสนุ่มนวลกว่า แต่ขนมจะค่อนข้างเปียกกว่าแบบใช ้น้ำตาลทรายอ่ะค่ะ
ส่วนที่แป้งกระด้าง ... คิดว่าเกิดจากการหมักแป้งไม่พอด ี คราวหน้าลองใหม่นะคะ
=)
แต่ส่วนใหญ่จะมูนด้วยน้ำตาล (ปี๊บหรือทราย) ด้วยเสมอ ถ้าใครอยากกินหวานเพิ่ม ค่อยมาเติมน้ำตาลทรายอ่ะค่ะ
ว่าแต่ถ้าใช้แป้งข้าวเหนียว มันจะเป็นยังไงน๊า ต้องลองๆ :kawaii:
ที่ตลาด อตก. มีข้าวเหนียวมูนดอกโสนด้วยอ่ะค่ ะ ไว้พิมจะลองทำดูตอนหน้าโสนนะคะ =)
ตอนนั้นย้ายไปอยู่บ้านสวนใหม่ๆ ดอกโสนเต็มสวนไปหมด แม่ชอบนำมาผัดกะน้ำมันหอยจิ้มกะ น้ำพริกกะปิ
วันนึงป้าข้างบ้านทำขนมดอกโสนมา ให้ ตอนนั้นเห็นแล้วงง ทำขนมได้ไงอ่ะ
พอลองแล้วติดใจจ้ะ อร่อยอย่างคุณพิมว่าจริงๆ ตอนนั้นเราว่าเมนูมันแปลกๆ เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน
แล้วก็จะมีอีกสูตร ใช้น้ำตาลทรายแทนน้ำตาลปี๊บ ก็คือหลังจากแป้งและดอกโสนลงจาก เตาแล้ว เอาน้ำตาลทรายโรยลงไป เคล้าเร็ว ๆ ให้เข้ากันดี ก็จะได้ขนมดอกโสนอีกลักษณะนึงที ่ร่วนกว่าน่ะค่ะ
เพราะว่าพิมเป็นคนที่ชอบกินดอกโ สนมากเลยค่ะ ชอบทั้งเอามาแกงเลียง แกงส้ม ผัดน้ำมันหอย
ผัดกับกระเทียม ลวกจิ้มน้ำพริก ใส่ไข่เจียว และเอามาทำขนมดอกโสน แต่ว่าเดี๋ยวนี้หาดอกโสนได้ยากม ากเลยค่ะ
ที่ขึ้นก็ไม่ค่อยงามเหมือนสมัยก ่อน บางทีก็เพลี้ยเยอะมาก แมลงเหม็น ๆ เยอะมาก
ว่าแล้วก็นึกอยากกินนะคะเนี่ย
เคยทานเมื่อสมัยเด็กๆ และไม่ได้ทานมานานมากกกก เกือบสิบกว่าปีแล้วค่ะ เพราะหาทานยาก ยังคิดถึงความนุ่ม หวาน อร่อย ของขนมนี้ได้เลยค่ะ ไว้ถึงหน้าดอกโสนออกเมื่อไหร่จะ รีบทำทานทันทีเลย ขอบคุณนะคะ