ข้าวเหนียวมูน 3 หน้า ตอน "หน้ากุ้ง หน้าปลาแห้ง หน้าสังขยา"
หัดมูนข้าวเหนียวกันไปแล้ว อันดับต่อไปก็คงจะต้องหัดทำหน้าข้าวเหนียวมูนชนิดต่างๆ กัน ซึ่งวันนี้พิมขอเอามาสาธิตรวดเดียว 3 หน้าเลยค่ะ
ดูวิธีการทำข้าวเหนียวมูน อย่างละเอียด คลิ๊กที่นี่ ค่ะ
...... สำหรับหน้าข้าวเหนียวมูนชนิดต่าง ๆ นั้น จะว่าไปแล้ว เท่าที่พิมเคยกินมา มันมีหลากหลายหน้ามากเลยนะคะ ไม่ว่าจะหน้ากุ้ง หน้าปลาแห้ง หน้าสังขยา หน้ากระฉีก แต่วันนี้พิมขอเอามาสาธิตแค่ 3 ชนิดก่อนนะคะ แบบว่าวัตถุดิบกับเวลามันไม่ค่อยจะเอื้ออำนวยเท่าไหร่เลย ^^
แต่ก่อนจะลงมือทำ .... ตามสูตร เราก็จะต้องมาดูหน้าตากันก่อนนะคะ ว่าถ้าทำเสร็จแล้วเนี่ย ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร (จะได้มีกำลังใจในการทำค่ะ ^^)
ดูหน้าตากันไปแล้ว ก็มาดูวิธีการทำในแต่ละหน้ากันเลยค่ะ
:: ส่วนผสมและวิธีการทำ หน้าสังขยา ::
- ไข่เป็ดฟองใหญ่ 5 ฟอง
- หัวกะทิข้น ๆ 2 1/4 ถ้วย ...... (พิมคั้นจากมะพร้าวขูดประมาณ 900 กรัม)
- น้ำตาลปี๊บอย่างดีสีเข้มๆ 250 -280 กรัม ...... (หวานธรรมดา 250 หวานมากหน่อย 280 / พิมใส่ 280 เพราะแม่ชอบหวาน)
- นมข้นจืด 50 กรัม
- เกลือป่นหยิบมือ
- ใบเตยสำหรับช่วยขยำไข่ เพื่อดับกลิ่นคาวไข่
ป.ล. สีของสังขยาที่จะเข้มมากเข้มน้อย นอกจากจะขึ้นกับสีของไข่แล้ว ยังขึ้นกับสีของน้ำตาลปี๊บด้วยนะคะ หากน้ำตาลปี๊บมีสีเข้มมาก เราก็จะได้สังขยาที่สีเข้มค่ะ แต่ถ้าน้ำตาลปี๊บสีอ่อนไปทางขาว เราก็จะได้สังขยาเนื้อออกสีเหลืองขาว ๆ นะคะ
เริ่มต้นก็ทำการตอกไข่เป็ดทั้งหมดใส่กาละมังใบย่อมๆ สักใบนะคะ (ก่อนตอก เอาไข่ไปล้างให้สะอาดและเช็ดด้วยผ้าให้แห้งก่อนนะคะ) ระวังอย่าให้เศษเปลือกหรือผงหล่นลงไป
ป.ล. ควรตอกใส่ถ้วยเล็กๆ ทีละใบ แล้วค่อยเอามาเทรวมกัน เพราะไม่งั้นเผื่อว่ามีไข่ใบใดใบหนึ่งเสีย จะได้ไม่ต้องเทไข่ทิ้งทั้งกาละมังอ่ะค่ะ
จากนั้นก็ใส่เกลือ น้ำตาลปี๊บ นมสด หัวกะทิ .... ทั้งหมด ตามลงไป

แล้วก็ขยำเบา ๆ ให้เข้ากันจนน้ำตาลและเกลือละลายดี โดยใช้ใบเตยช่วย (เพื่อให้ขยำเข้ากันได้ง่าย และดับกลิ่้นคาวไข่)
พอขยำเข้ากันดีแล้ว ก็ทำการกรองด้วยผ้าขาวบาง หรือกระชอนตาถี่ๆ 1 ครั้ง แล้วก็เทใส่ภาชนะที่จะใช้นึ่งค่ะ
แต่ก่อนที่เราจะนำไปนึ่ง ให้เพื่อน ๆ สังเกตุดูนิดนึงค่ะว่าสังขยาของเรามันมีฟองอากาศเยอะมากไหม ................ หากมีเยอะให้เราใช้ปลายช้อนส้อมคนเบาๆ วนไปวนมาในกาละมังสังขยา และก็ตั้งทิ้งไว้สักแป๊บค่ะ เพื่อให้ฟองอากาศมันยุบตัว ตอนเอาไปนึ่งจะได้ไม่มีฟองอากาศในเนื้อสังขยามากนัก
ระหว่างนั้นก็หันไปตั้งซึ้งนะคะ ใส่น้ำที่ก้นซึ้งเยอะหน่อย ประมาณ 3/5 ของก้นซึ้ง แล้วก็นำไปตั้งไฟให้เดือดค่ะ ... พอน้ำเดือดดีแล้วก็เอาสังขยาใส่ซึ้งขึ้นนึ่ง .... และนึ่งประมาณ 25-35 นาที (หรืออาจจะนานกว่านี้) ขึ้นกับความแรงของไอน้ำค่ะ
ป.ล. ระหว่างการนึ่งอย่าใช้ไฟแรงจัด เพราะจะทำให้สังขยาฟูมากเกินไป
ระหว่างนั้นพิมก็หันไปทำอย่างอื่นค่ะ เผลอแป๊บเดียว 30 นาทีผ่านไป สังขยาของพิมก็สุกพอดี (หากอยากทดสอบว่าสุกไหม ให้เอาส้อมจิ้มลงไปตรงกลางของสังขยาค่ะ หากมีอะไรติดขึ้นมา แสดงว่ายังไม่สุกดีนะคะ) ..... เสร็จแล้วก็หน้าตาแบบนี้นะคะ ^^
ซึ่งหลังจากสังขยาสุกแล้ว ก็ให้เราเอาสังขยาออกมาจากซึ้งค่ะ และตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องจนกระทั่งสังขยาเซ็ตตัวดี ค่อยเอามาตักเป็นหน้าข้าวเหนียวมูนอ่ะค่ะ
ป.ล. ตอนเปิดฝาซึ้งออก ระวังไอน้ำที่ฝาซึ้งจะหยดลงบนหน้าสังขยา เพราะจะทำให้หน้าสังขยาด่างและแฉะนะคะ
:: ส่วนผสมและวิธีการทำ หน้าปลาแห้ง ::
- ปลาช่อนเค็มตากแห้งย่าง แกะเอาแต่เนื้อ ป่นเกือบละเอียด 150 กรัม
- น้ำตาลทราย 100 - 150 กรัม ......... (ปริมาณน้ำตาลทรายที่ใช้ อาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ ขึ้นกับความเค็มของปลาช่อน)
- หอมแดง (ไทย) หัวใหญ่ ๆ 15 หัว ....... (ยิ่งใส่มาก ยิ่งอร่อย)
- เกลือป่น
- น้ำมันพืชสำหรับเจียวหอมแดง และผัดปลาป่น
เริ่มต้นก็มาทำหอมเจียวกันไว้ก่อนนะคะ ... โดยการปอกเปลือกหอมแดง แล้วซอยบางๆ ไว้ค่ะ
ป.ล. หอมแดงที่ใช้ ให้เป็นหอมไทยนะคะ เวลาเจียวมาแล้ว จะได้มีรสหวาน กลิ่นหอมโดยธรรมชาติ และวิธีการเลือกหอมแดงมาใช้ ก็ให้เลือกหัวที่โตหน่อยค่ะ เลือกหัวที่ไม่มีราดำ ๆ ไม่เน่า ไม่เสีย .. พอปอกเปลือกเสร็จแล้ว เอาไปล้างน้ำซะ 1 ครั้ง แล้วผึ่งให้สะเด็ดน้ำ ก่อนนำมาซอยนะคะ

จากนั้นหันไปตั้งกระทะบนเตาไฟ ใส่น้ำมันพืชลงไปพอประมาณ .. พอน้ำมันเริ่มร้อนก็ใส่หอมที่เราซอยไว้ลงไป ใช้ไฟกลาง แล้วก็เจียวไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสีของหอมเริ่มออกสีเหลืองทอง (..ระหว่างเจียว ต้องหมั่นคนด้วยนะคะ..)

พอหอมเจียวในกระทะเริ่มออกสีเหลืองทองมากกว่า 50% ของปริมาณที่เจียว ก็ให้รีบทำการช้อนขึ้นด้วยตะหลิวโปร่ง ๆ เกลี่ยให้หอมกระจายตัว แล้ววางพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมันค่ะ
ป.ล. อย่ารอให้หอมเจียวในกระทะเหลืองทั้งหมด แล้วค่อยช้อนขึ้น เพราะไม่งั้นอาจจะทำให้หอมเจียวเหลืองเกรียมจนมีรสขม เนื่องจากความร้อนที่ยังหลงเหลืออยู่ในหอมเจียว (แม้จะช้อนขึ้นจากน้ำมันแล้วก็ตาม) ก็เป็นได้ค่ะ
ระหว่างรอหอมเจียวสะเด็ดน้ำมัน เราก็มาดูที่ปลาป่นกันนะคะ ..... ซึ่งปลาป่นเนี่ย พิมใช้ปลาช่อนเค็มทั้งตัวตากแห้ง พอแห้งดีก็นำมาย่างจนกรอบ แกะเอาแต่เนื้อ แล้วโขลกในครกจนมีลักษณะป่น+ฟูแบบในภาพอ่ะค่ะ... หากเพื่อน ๆ ไม่มีหรือไม่สามารถหาปลาช่อนเค็มตากแห้งมาป่นเองได้ ก็ซื้อปลาป่นที่เค้าป่นแล้วตามตลาดก็ได้นะคะ พิมเคยเห็นมีขาย แต่จำไม่ได้ว่าราคาเท่าไหร่อ่ะค่ะ ...... จำได้แต่เคยซื้อมาแล้วรู้สึกมันพอใช้ได้ แต่กลิ่นไม่ค่อยหอมเหมือนที่เราใช้เนื้อปลาช่อนมาป่นเองอ่ะค่ะ (เพราะเค้าทำมาจากปลาทะเล)
ป.ล. แต่ระวังนิดค่ะ หากซื้อปลาที่เค้าป่นมาแล้ว ซึ่งเราไม่รู้ว่าเค้าใช้ปลาอะไร อาจจะเป็นปลาที่มีกลิ่นคาวมากจนไม่สามารถเอามาทำปลาป่นก็เป็นได้ค่ะ
เมื่อเตรียมวัตถุดิบเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็มาลงมือทำกันเลยค่ะ
เริ่มต้นด้วยการใช้น้ำมันที่เราเจียวหอมนี่แหละ ใส่ลงไปในกระทะสำหรับผัดพอประมาณ (ราวๆ 3 ชต.) พอน้ำมันเริ่มร้อนก็ใส่ปลาป่นลงไปจนแห้งกรอบ มีสีเหลืองเข้ม... แล้วพอปลากรอบดี (เอามือลงไปจับๆ เนื้อปลาป่นในกระทะดูได้ค่ะ / ไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่) ก็ใส่น้ำตาล + เกลือลงไป ผัด ๆ ให้เข้ากัน ..... แล้วก็ทำการชิมค่ะ ให้ออกรสหวานนำ เค็มตามนิดๆ .... หากขาดรสใดก็เติมตามชอบนะคะ (ให้รีบผัด รีบชิมนะคะ ระวังน้ำตาลจะละลาย เพราะหน้าปลาแห้งเนี่ย น้ำตาลในปลาแห้งจะต้องยังเป็นเม็ดอยู่ค่ะ)

ซึ่งพอชิมรสได้ที่แล้ว ก็ให้เราใส่หอมเจียวลงไปค่ะ แล้วก็ผัดให้เข้ากันดีอีกครั้ง จากนั้นก็ปิดไฟเตา เป็นอันว่าเราทำหน้าปลาแห้งเสร็จแล้วนะคะ

นี่ค่ะ ..... และแล้วเราก็ได้หน้าปลาแห้งออกมาเป็นแบบนี้นะคะ .... ซึ่งหน้าปลาแห้งเนี่ย หากใช้ในคราวเดียวไม่หมด ก็สามารถเก็บใส่กล่องเอาไว้ อยู่ได้เป็นอาทิตย์เลยค่ะ
:: ส่วนผสมและวิธีการทำ หน้ากุ้ง ::
- กุ้งสดแกะเปลือกแล้ว 200 กรัม ..... (ใช้กุ้งแช่แข็งไม่ได้นะคะ)
- มะพร้านทึนทึกขูดขาว (แบบขูดละเอียด) 250 กรัม
- หัวกะทิข้นๆ 200 กรัม
- น้ำตาลทราย 150 - 200 กรัม ..... (ตรงนี้พิมลืมจดมาค่ะ แต่จำได้คร่าว ๆ ว่าประมาณนี้)
- พริกไทยขาวป่น 1/2 - 3/4 ช้อนโต๊ะ ..... (แต่วันนี้พิมไม่มีพริกไทยขาว เลยใช้พริกไทยดำแทน)
- รากผักชี 4 รากใหญ่
- กระเทียมไทย 8 กลีบ
- เกลือป่น
- ใบมะกรูดอ่อนๆ 4-5 ใบ
- สีผสมอาหาร สีส้มแดง
อันดับแรกก็มาดูที่มะพร้าวขูดกันก่อนนะคะ .... ซึ่งมะพร้าวขูดเนี่ย พิมใช้มะพร้าวทึนทึกค่ะ ไม่ได้ใช้มะพร้าวแก่ที่ขูดไว้สำหรับคั้นกะทิ เหตุผลที่ใช้มะพร้าวทึนทึกเพราะว่าเนื้อมะพร้าวมีความนุ่มกว่า
ป.ล. มะพร้าวทึนทึกในภาพขูดค่อนข้างหยาบค่ะ >_<" จริง ๆ ควรขูดให้ละเอียดกว่านี้ถึงจะดีนะคะ แต่กระต่ายที่บ้านพิม ฟันมันไม่ค่อยคมแล้วค่ะ ได้แค่นี้ก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย T__T
ส่วนกุ้ง ... พิมเลือกใช้กุ้งสดค่ะ แกะเปลือก เอาหัวออก เหลือไว้แต่เนื้อกับส่วนมันๆ
รากผักชี กระเทียม พริกไทย ก็โขลกรวมกันไว้ให้ละเอียดนะคะ (ถ้าใช้พริกไทยขาว สีจะดูดีกว่านี้ค่ะ >_<")
ส่วนนี่ก็หัวกะทิคั้นข้น ๆ นะคะ ... หัวกะทิจะทำให้หน้ากุ้งของเรามีความหอมและก็รสสัมผัสนุ่มนวลอ่ะค่ะ (จริง ๆ หัวกะทิใช้เยอะกว่าที่เห็นในภาพค่ะ แต่ของจริง พิมยังไม่ได้คั้น เลยเอาที่เหลือจากการมูนข้าวเหนียวมาให้ดูเป็นตัวอย่างก่อน)
สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกสิ่งหนึ่งสำหรับการทำหน้ากุ้งก็คือ สีผสมอาหารที่จะช่วยทำให้หน้ากุ้งของเราสวยงามและน่ากินมากขึ้น เพื่อน ๆ จะใช้เป็นอย่างน้ำ หรืออย่างผงเอามาผสมน้ำก็ได้ค่ะ แต่ขอให้เป็นสีส้มแดงหรือสีส้มแสดนะคะ
ส่วนอย่างสุดท้ายที่เราจะต้องเตรียมไว้ก็คือ ใบมะกรูดค่ะ ใช้ใบที่อ่อนแต่ไม่อ่อนมาก ให้ใบเริ่มมีสีเข้มหน่อยจะได้หอม ๆ .. เอามาล้างน้ำให้สะอาด แล้วซอยให้ละเอียด+บางที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยอ่ะค่ะ (แล้วก็เอาใส่ถุงไว้จนกว่าจะใช้ อย่าให้ตากลม ไม่งั้นจะแห้งเหี่ยว)
เมื่อเตรียมวัตถุดิบต่าง ๆ เสร็จ ก็มาลงมือทำกันเลยค่ะ ...... เริ่มต้นด้วยการเอากุ้งสดมาสับให้ละเอียดเป็นอย่างแรกเลยนะคะ ซึ่งวิธีการสับของพิมเนี่ย จะใช้วิธีการเอามีดใหญ่หน่อยทุบกุ้งให้แบนก่อน แล้วก็ค่อยสับๆๆๆๆ มันจะสับง่ายกว่าทุบกุ้งทั้งตัวกลม ๆ อ่ะค่ะ

แล้วพอสับกุ้งเสร็จ ก็เอากุ้งมาผสมกับมะพร้าวขูดขาว ... คลุกเคล้าให้เข้ากันดีค่ะ

จากนั้นก็หันไปตั้งกระทะบนเตาไฟนะคะ ใส่หัวกะทิ กับสามเกลอลงไป ผัดจนส่งกลิ่นหอมไปสามบ้านแปดบ้าน ^^ ก็ค่อยใส่มะพร้าวกับกุ้งสับลงไป ตามด้วยน้ำตาลทราย เกลือป่น ..... แล้วก็ผัดไปเรื่อย ๆ นะคะ จนกระทั่งน้ำตาลละลายหมด และมะพร้าวซึมซับหัวกะทิจนเกือบจะแห้ง (อย่ารอจนแห้งนะคะ เพราะไม่งั้นหน้ากุ้งของกราจะกระด้างไป) ก็ทำการชิมค่ะ ออกหวานๆ เค็ม ๆ หอมพริกไทย-รากผักชี ... หากขาดรสไหนก็ปรุงเพิ่มตามชอบ หรือตามที่เราเคยกินได้เลยค่ะ
พอชิมรสได้ที่แล้ว ก็ทำการปรุงแต่งสี ด้วยการใส่สีผสมอาหารที่เราเตรียมไว้ลงไป หากเป็นสีน้ำก็หยดลงไปในกระทะได้เลยค่ะ แต่ถ้าเป็นสีผงๆ ก็ให้ผสมน้ำก่อน แล้วค่อยเติมสีลงไปในกระทะนะคะ .... ปริมาณสีที่ใช้ ก็ตามชอบเลยค่ะ อยากได้เข้มมาก เข้มน้อย เอาสีขนาดไหน ใส่ได้ตามความพอใจค่ะ
ป.ล. บางคนก็นิยมที่จะเอาสีผสมอาหารผสมกับมะพร้าวและกุ้งสับก่อนที่จะนำไปผัด ... ก็ได้นะคะ แล้วแต่ความถนัดค่ะ แต่พิมชอบแบบนี้มากกว่า

พอได้สีตามความพอใจแล้ว ก็ปิดไฟ ... เป็นอันว่าเราทำหน้ากุ้งเสร็จแล้วจ้า ^^ ซึ่งหากยังใช้ไม่หมดในคราวเดียว ก็สามารถเก็บใส่กล่องเอาไว้ใช้ได้เป็นอาทิตย์ ๆ เลยค่ะ (แต่อันนี้ต้องแช่ตู้เย็นนะ แต่หากแค่วันสองวันไม่ต้องแช่ก็ได้ค่ะ)
อ้อ ๆ อีกนิดนะคะ .... สำคัญมาก เกือบลืมไปได้ยังไง >_<" ... ก็พอเราปิดไฟ และพักหน้ากุ้งไว้จนเย็นตัวดีแล้ว ก็ให้เอาใบมะกรูดที่เราซอยไว้ใส่ลงไป และก็ทำการคลุกเคล้าใบมะกรูดให้เข้ากับหน้ากุ้งอีกทีก่อนจะเก็บใส่กล่องนะคะ เพราะว่าหน้ากุ้งเนี่ย ขาดความหอมของใบมะกรูดไม่ได้เลยค่ะ ^^
ซึ่งสำหรับหน้ากุ้งของพิมในวันนี้ .... ต้องยอมรับความผิดพลาดของตัวเองอยู่ 2 อย่างที่ทำให้หน้ากุ้งมีความอร่อยลดน้อยลงค่ะ นั่นก็คือ มะพร้าวขูด ขูดหยาบไปนิด ทำให้หน้ากุ้งกระด้าง (แต่ก็ขูดได้ละเอียดสุดเท่านี้ล่ะค่ะ เนื่องจากว่าฟันกระต่ายที่ใช้ มันไม่ค่อยคมซะแล้ว) และตัวพิมเองก็เผลอคุยโทรศัพท์ขณะผัด ทำให้ผัดนานเกินเวลา จนทำให้หน้ากุ้งแห้งเกินไป ก็เลยแอบผิดหวังตัวเองนิด ๆ ค่ะ ... แต่ไม่เป็นไร ใครที่เจอปัญหาอย่างพิมในข้อหลัง ก็ให้เก็บเอาหน้ากุ้งใส่กล่องพลาสติค + ใส่ตู้เย็นไว้ก่อนนะคะ แล้ววันหลังก็ซื้อหัวกะทิมาใส่สักหน่อย แล้วเอาไปผัดไฟอ่อนๆ อีกรอบ จนกะทิแห้ง ... ก็เป็นอันว่าใช้ได้ล่ะค่ะ ^^
และสุดท้ายเมื่อเราเตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ทั้งตัวข้าวเหนียวมูน ทั้งหน้าข้าวเหนียวต่าง ๆ ..... ถึงเวลาจะทาน เราก็จัดใส่ถ้วยหรือกระทงใบตองเล็ก ๆ แบบนี้นะคะ ให้ดูสวยงาม
ยังไงหากเพื่อน ๆ คนไหน สนใจ ก็ลองไปทำดูกันนะคะ ... ไม่ยากค่ะ (ถ้าตั้งใจทำเน๊าะ)
อ้อๆ .. ก่อนจะจบเมนูนี้กันไป พิมอยากจะถามความเห็นเพื่อน ๆ พี่ๆ น้อง ๆ ที่เข้ามาอ่านเรื่องนี้กันนิดอ่ะค่ะว่า หากพิมทำไปขายเป็นชุด ชุดละ 4 กระทงแบบในภาพนี้ มีหน้าปลาแห้ง หน้ากุ้ง หน้าสังขยา หน้ากระฉีก และก็ขายในราคาชุดละ 20 บาท ... เพื่อนๆ จะซื้อกันไหมอ่ะค่ะ (แบบว่าพิมจะทำไปขายที่ตลาดนัดตอนเช้าแถวบ้าน ในอีกสักเดือนสองเดือนข้างหน้าอ่ะค่ะ)
และเพื่อขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ช่วยกันแสดงความคิดเห็น ติชม พิมขอมอบข้าวเหนียวมูนหน้าปลาแห้ง และหน้าสังขยา (รวมไปถึงอีก 2 หน้า) ให้เพื่อน ๆ กันคนละเซตเลยนะคะ .. แล้วเจอกันอีกทีจ้า ^^
ป.ล. หากวันไหนมีเวลาและวัตถุดิบพร้อม จะทำ "หน้ากระฉีก" มาให้ดูอีกทีนะคะ

Comments
(ทั้งรูปตัวน้อย และก็รูปข้าวเหนียวมูนเลย)
น้อง Tam .... โพสต์เอาตอนจะตี 3 แสดงว่านอนดึกใช่ไหมเนี่ย ระวังเค้าจับไปอยู่กะหลินปิงนะ =D
ลูกติดมือเสียแล้ว....ทำอะไรนาน ๆ ก็ไม่ได้อ่ะค่ะ แต่ดันอยากกิน
ตอนนี้ขอจองคุณ ๆ ทั้งหลาย ที่เรียงรายอยู่ในกระทงก่อนนะ เอาหมดเลยอ่ะ น้ำลายไหล หน้าตาสวยมากมาย
เคล็ดลับเจียวหอมให้ออกมาสีสวยแ บบในภาพข้างบนก็คือ
1. ต้องซอยหอมให้มีความหนาบางเท่าๆ กัน
2. ใส่หอมที่ซอยไว้ในน้ำมันได้เลย โดยไม่ต้องรอให้น้ำมันร้อนจัด
3. หมั่นคนเป็นระยะๆ (บ่อยๆ) ยิ่งตอนที่หอมเริ่มสลดมากขึ้น และดูจะเริ่มกรอบ ต้องคนบ่อย ๆ แทบจะติดต่อกันเลยค่ะ
4. ถ้าหอมในกระทะเริ่มเหลืองประมาณ 50% ก็ให้รีบช้อนขึ้นใส่ตะหลิวโปร่ง ๆ แล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมันเลยนะ คะ
อย่ารอจนหอมเหลืองทั้งกระทะแล้ว ค่อยช้อนขึ้น
เพราะไม่งั้นความร้อนที่คงอยู่ใ นตัวหอม จะทำให้หอมมีสีเข้มมากขึ้น
จนอาจจะกลายเป็นหอมเกรียม แทนหอมเจียวได้อ่ะค่ะ =)
งานเยอะมาก เรียนก็หนัก สอบ มันซะทุก อาทิตย์ T_T
สภาพชีวิต ย่ำแย่ ร่อแร่ ใกล้ไป ที่ชอบๆ แล้วค่ะ
ซึ่งก็เคยมีพี่ๆ น้องๆ ส่งเมล์มาคุยว่าอยากมาเรียนกันห ลายคน แต่ว่าพิมยังติดขัดเรื่องสถานที ่ค่ะ
เนื่องจากว่า วันที่พิมว่าง...ที่บ้านพิมก็จะมีคนอยู่กันเยอะค ่ะ และก็จะทำอะไรโน่นนี่กินกันทั้ง วันอยู่ในครัว
ก็เลยยังไม่ค่อยสะดวก
ไว้มีโอกาส (รอเก็บตังค์ ทำสถานที่เล็ก ๆ ในบริเวณบ้านเพิ่ม) ... พร้อมเมื่อไหร่ จะชวนเพื่อน ๆ มาเรียน มามีตติ้งกันแน่ ๆ ค่ะ =)
-หัวกะทิข้น ๆ 2 1/4 ถ้วย (คั้นจากมะพร้าวขูดประมาณ 900 กรัม)
ใช้น้ำเปล่าเท่าไหร่ค่ะ
- ปลาช่อนเค็มตากแห้ง หาซื้อได้ที่ไหนค่ะ จะได้เผื่อบางทีไปไหน จะได้แวะติดไม้ติดมือเก็บไว้ กรุงเทพฯ มีมั้ยค่ะ หรือว่า ต่างจังหวัด แหงง ๆๆๆ
- ข้าวเหนียวใหม่ ถ้าเราไปซื้อทางร้านจะบอกหรือเป ล่า ค่ะ ว่า เป็น ข้าวเหนียวใหม่ หรือเก่า
- น้องพิม สูตร ทั้งข้าวเหนียว และ หน้าต่าง ๆ นั้น ถ้าทำตามสูตร เป๊ะ ๆๆ
ของน้องพิม สามารถทำขายได้ เลยหรือเปล่าค่ะ
เป็นกำลังใจให้นะครับ^^... :drunk:
คุณปู .. ไม่ต้องกังวลเรื่องผอมไม่ผอมค่ะ วันนี้พิมไปร้านสระผมแถวบ้าน เค้าถามพิมว่า
น้องพิม ไม่คิดจะน้ำหนักบ้างเหรอ จะได้ผอมสวยเหมือนพี่ (ว่าแล้วพี่เค้าก็เสนอขายสินค้า ทันทีเลยค่ะ =_= )
คุณบี๋ .. อย่างนี้จะเปิดสอน คงจะต้องเปิดทดลองให้เพื่อน ๆ ในนี้มาทดสอบกันก่อนเนีอะ =)
พี่ CK ค่ะ ...
1. ปริมาณน้ำเปล่า พิมไม่แน่ใจอ่ะค่ะพี่ =_= พอดีว่าไม่ได้ตวง ที่สำคัญอย่างที่พิมตอบไว้ในหน้ านี้เลยค่ะ
(แต่ไว้เดี๋ยววันไหน พิมทำอีก จะชั่งตวงมาให้นะคะพี่)
Quoting pimmyz:
2. ปลาช่อนเค็ม ซื้อได้ตามตลาดสดค่ะพี่ ที่เป็นร้านขายพวกปลาเค็มต่าง ๆ
แต่ว่าถ้าทำเอง หรือหาซื้อได้จากแม่ค้าแถวบ้าน ที่เค้าทำมาขายตามตลาดนัด น่าจะดีกว่า
เพราะไม่ผ่านการใช้สารเคมีที่เป ็นอันตรายต่อร่างกายเราอ่ะค่ะ
3. บอกค่ะพี่ แต่เวลาไปซื้อ บอกเค้าเลยค่ะว่าจะเอาข้าวเหนีย วไปทำข้าวเหนียวมูน เค้าจะได้จัดให้ถูกต้อง
แต่บางทีถ้าเป็นร้านตามต่างจังห วัด อาจจะยากหน่อย
4. ทำขายได้ค่ะพี่ เพราะว่าอีกสักเดือนกว่า ๆ พิมก็จะทำอยู่เหมือนกัน =)
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพี่ CK ต้องลองทำดูสัก 2-3 รอบก่อนนะคะ รอบละสักน้อย ๆ (ปริมาณส่วนผสมอาจจะ 1 ใน 3 ของที่พิมให้ไป)
เพื่อที่ว่าจะได้แน่ใจ + ได้รสชาติที่ถูกปากตัวเองและคนร อบข้างอ่ะค่ะ
อ้อ เรื่องเปิดสอนเชียร์เต็มที่เลยอ ยากลงขันช่วยด้วยค่ะ ชั้นเรียนในฝันของเราจะได้เป็นจ ริงเร็วขึ้น
ปล คุณพิมช่วยทิ้งเบอร์โทรไว้ที่อี เมล์พัชได้ไหมคะ มีเรื่องอยากคุยปรึกษาด้วยจ้า
เพราะว่าพี่เข้าไปตั้งกระทู้ ในเวบบอร์ด ไม่ได้อะ ยากจริง ๆ งง งง
โทรได้ตั้งแต่ 11 โมงเป็นต้นไปน๊า ถึง 2 - 3 ทุ่มก็โทรได้อ่ะ ^^
พี่ CK ค่ะ .... ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ค่ะ น้ำกะทิสูตรของพี่นุชพิมทำไม่เป ็น เพราะพิมไม่รู้ว่าพี่นุชเค้ามีร ายละเอียดการทำยังไงบ้าง
ตอนไปงานมีตติ้ง ก็มีเพื่อนๆ พี่ๆ ถามพี่นุชอยู่ แต่พี่นุชเค้าไม่สะดวกตอบ อันนี้พิมเข้าใจค่ะเพราะว่าเป็น สูตรที่เค้าใช้อยู่
พิมเองทำเป็นแต่น้ำกะทิซาหริ่มแ บบธรรมดาทั่วไปตามของบ้านพิมอ่ะ ค่ะ .... ถ้าพี่ CK ยังอยากได้น้ำกะทิธรรมดาๆ แบบของพิมอยู่
ไว้มีโอกาส จะทำให้ดูนะคะพี่ =)
ป.ล. เห็นด้วยเลยค่ะว่าตอนนี้ค่าครอง ชีพสูงมาก ไปตลาดเผลอแตกแบงค์ 500 เมื่อไหร่ ก็แทบไม่เหลือกลับบ้านเลย =_=
ขนมไทยเรา นี่ทำไม่ยากเลยค่ะป้าตุ๋ย ขอเพียงตั้งใจจริง มีความอยากจะทำ .... พิมคิดว่าทำได้แน่นอนค่ะ
วันนี้พี่ลองทำข้าวเหนียวมูล ดูแล้ว ขาว สวย เรียว ใส( เม็ดข้าวเหนียวนะจ้ะ) แต่ออกจะหวานไปนิดนึง แต่ถ้าเติมหน้ากะทิที่ออกเค็มๆ ก็คงจะพอดีกัน
พี่ใช้กระทิกล่องเนื่องจากฝนตกห นักมาก จะไม่ทำก็ไม่ได้เพราะแช่ข้าวเหน ียวไปแล้ว ข้าวเหนียวไร่ทิพย์ 1 กก.กระทิ 1 กล่อง 500 กรัม ผสมน้ำอีกนิดหน่อย นำตาลทราย 1/2 กก.(ไม่ได้ชั่งใช้กะเอา คงหนักมือไปนิด) เกลือนิดๆ
มีรูปด้วยจะส่งไปให้อาจารย์พิมด ูนะจ้ะ
จริง ๆ วันนี้พิมก็ว่าจะมูนข้าวเหนียว ไว้กินกับน้ำกะทิทุเรียนนะคะ แต่ว่าแดดออกดีก็เลยทำอย่างอื่น ไปเรื่อยเปื่อย เลยลืมทำไปเลยค่ะ แต่ถ้าทำข้าวเหนียวมูนกินกับน้ำ กะทิทุเรียนนี่ คงจะต้องให้หวานน้อยหน่อย เพราะถ้าหวานมากแล้วไปเจอกับน้ำ กะทิทุเรียนอีก ต้องหวานแสบคอแน่ ๆ เลยค่ะ
แล้วถ้าแอมอยากจะทำข้าวเหนียวมู นโดยใช้ข้าวเหนียวดำ ขั้นตอนการทำ กับเครื่องปรุงจะแตกต่างกันไหมค ะ รบกวนหน่อยนะคะ แบบว่าคนอยู่ไกลอยากจะกิน แต่หาซื้อไม่ได้น่ะค่ะ
แล้วถ้าคุณแอมจะมูนข้าวเหนียวดำ หากอยากให้ข้าวเหนียวออกมานุ่มๆ เหมือนข้าวเหนียวขาวพิมแนะนำให้ ผสมข้าวเหนียวดำ 25% ต่อข้าวเหนียวข้าว 75% แล้วก็แช่น้ำให้นานนิดนึง โดยให้แช่ข้าวเหนียวดำล่วงหน้าไ ปก่อนสัก 4 ชม. จากนั้นก็ซาวข้าวเหนียวข้าวใส่ล งไป แช่รวมกันต่ออีก 3 ชม. อ่ะค่ะ ^__^
สาธุ ขอให้ออกมากินได้ด้วยเถิดดดด แต่แอมมูนไม่เยอะคะ กลัวกินไม่ได้ อิอิ
ส่วนสังขยา ก็จัดการ แบ่งทำแค่ 1/3 สูตรค่ะ เพราะกินคนเดียว
ข้าวเหนียวดำเป็นข้าวเหนียวที่น ึ่งให้สุกยากอ่ะค่ะ บางตำราในสมัยโบราณเค้าก็ว่าให้ แช่ถึง 12 ชม. ถึงจะดี แต่สมัยนี้อากาศค่อนข้างร้อน พิมว่าแช่สัก 7-8 ชม. จะดีกว่า เพราะหากแช่น้ำไว้นานเกินไป จะเสียไว
ยังไงขอให้ออกมาอร่อยสมใจนะคะ ^^ พิมเอาใจช่วย
พี่สมัครเวปคุณพิมไม่ได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เลยเป็นแค่คนผ่านทาง ที่ชื่นชมคุณพิมมากๆ เลยค่ะ
ว่าแต่ที่สมัครไม่ได้นี่ติดขัดต รงไหน ลองบอกพิมมาได้นะคะ เผื่อจะช่วยแก้ไขให้ได้ค่ะ
ผมขอสูตรไปเลี้ยงทำบุญหน่อยนะคร ับ ว่าแต่
ถ้าผมจะทำให้คนสัก 30-40 คนนี้ต้องใช้
ปริมาณส่วนผสมเท่าไหร่ครับ
แล้วถ้าไม่มีนมข้นจืดนี่ใช้นมสด แทนได้มั้ยคะ
ขอบคุณค่ะ
ปล.ซื้อทุกอย่างมาหมด ยกเว้นไอ้ 2 อย่างนี้ T_T
ขอบคุณสำหรับคำชมนะคะ เขินจนตัวกลม ๆ จะลอยแหละ
ส่วนนมข้นจืดถ้าไม่มีใช้นมสดแทน ได้ พอไหวค่ะ แต่จริงๆ ไม่อยากให้ใช้ เพราะว่านมสดมันใสกว่านมข้นจืดพ อควรเลยน่ะค่ะ
สรุปเท่าที่ทำมาผมว่า ข้าวเหนียวมูนยากสุด รองมาก็หน้ากุ้ง ไม่รู้ว่าใครคิดเหมือนผมรึเปล่า
แต่ที่พิมว่าปรุงรสยากสุด น่าจะเป็นหน้ากุ้งนี่แหละค่ะ
ป.ล. ช่วงราวปลายตุลาพิมก็ว่าจะไปทำบ ุญอย่างที่คุณ Totem ไปทำมาเหมือนกันค่ะ แบบว่าฉลองเวบครบรอบ 2 ปี ^__^
ว่าแต่พี่ใช้ไข่เป็ดหรือไข่ไก่อ ่ะค่ะ