ต้มยำทะเลแห้ง
วันนี้พิมนึกอยากจะกินอะไรเผ็ด ๆ เปรี้ยว ๆ แซ่บ ๆ ขึ้นมาสักหน่อยค่ะ เลยนึกถึงต้มยำ แต่แหม..ไม่อยากกินแบบน้ำ ๆ ล่ะค่ะ เพราะงั้นขอจัดเป็นแบบแห้งแทนล่ะกันนะคะ
...... สำหรับต้มยำแห้งเนี่ย จะว่าไปแล้วพิมเพิ่งมารู้จักเอาเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาเองค่ะ ก่อนหน้านี้นะก็เคยได้ยินอยู่บ่อย ๆ ค่ะ เค้าว่าคนนั้นไปกินต้มยำแห้งร้านนั้นมาแล้วอร่อย ไปกินต้มยำแห้งร้านนี้มาแล้วรสเด็ดสุด ๆ แต่พิมก็แค่เพียงได้ยิน ไม่เคยได้ไปกิน และตอนนั้นก็ไม่เคยแม้แต่คิดจะลองทำกินเองเลยนะคะ จนมาวันนึงอ่ะ นึกอยากกินต้มยำข้น ๆ ขึ้นมาค่ะ แต่ดั๊นนนน....น ไม่มีนมข้นจืดซะงั้น จะกินแบบน้ำใส ๆ ก็ไม่อยากกิน คิดไปคิดมา เออ....ลองทำต้มยำแห้งดูดีกว่า แม้มันจะไม่มีน้ำ แต่ท่าทางมันจะข้น ๆ รสเข้ม ๆ ดีอ่ะ
และหลังจากที่ได้ทำครั้งแรก .... ก็ต้องยอมรับว่าติดใจ (ฮ่ะๆ) เพราะต้มยำแห้งเนี่ย รสมันเข้มข้นจริง ๆ ค่ะ เหมือนกับเราเอาน้ำต้มยำมาเคี่ยวจนเกือบแห้ง เหลือแบบที่ข้นมากๆ ยังไงยังงั้นเลย สรุปว่าถูกปากพิมอย่างแรงค่ะ เพราะงั้นวันไหนพิมอยากกินอะไรที่รสจัด เผ็ดๆ เปรี้ยวๆ หากมีกุ้งมีหมึกอยู่ พิมก็จะนึกทำเจ้าต้มยำแห้งนี่เป็นอย่างแรกๆ เลยค่ะ
ว่าแล้วก็มาดูต้มยำแห้งฝีมือพิมกันก่อนนะคะ ......... หน้าตาพอไปวัดไปวาได้ไหมเอ่ย ^^
ป.ล. สีมันดูจัดจ้านมาก แต่จริง ๆ แล้วไม่เผ็ดมากนะคะ มันดูแดงเดือดเพราะน้ำพริกเผาอ่ะค่ะ
ดูหน้าตาไปแล้ว เพื่อความรวดเร็วก็มาดูส่วนผสมกะวิธีทำกันเน๊าะค่ะ (แบบว่ารีบหน่อย เพราะตอนพิมโพสต์เนี่ยปาเข้าไปอีกไม่ถึง 10 นาทีจะ 5 ทุ่มแล้วจ้า)
:: ส่วนผสมและเครื่องปรุง ::
- หมึก 4 ตัวเล็ก ................. (หนักราวๆ 120 กรัม)
- กุ้งสด 10 ตัว
- เห็ดฟางดอกใหญ่ 2 ดอก
- ตะไคร้ 2 ต้น
- ข่าแก่ 1 ชิ้น ............ (ยาวสัก 1 นิ้ว)
- ใบมะกรูด 3 ใบ
- พริกขี้หนูเม็ดใหญ่สีแดง 3 เม็ด หรือพริกขี้หนูสวน 5 เม็ด
- มะเขือเทศราชินี 5 ลูก หรือ มะเขือเทศท้อ 1/2 ลูก
- น้ำพริกเผา 2 ชต. ............ (เนื่อ 1 1/2 ชต. น้ำมันอีก 1/2 ชต.)
- น้ำมะนาวเกือบๆ 1 ชต.
- น้ำปลา 1ชต.
- น้ำตาลทรายนิดหน่อย
- น้ำซุปหรือน้ำเปล่า 5-6 ชต.
- น้ำมันสำหรับผัด
:: วิธีทำ ::
อันดับแรกมาดูเนื้อสัตว์ที่เราใช้กันก่อนนะคะ ว่ามีอะไรและต้องเตรียมยังไงบ้าง ... ซึ่งวันนี้เนื้อสัตว์ที่พิมเลือกมาทำเมนูต้มยำแห้งก็คือ "กุ้ง" กับ "หมึก" ค่ะ จริงๆ ตอนแรกตั้งใจจะใส่เนื้อปลาด้วยนะคะ เอาออกมาวางไว้ใกล้ ๆ กันแล้วแหละ แต่ตอนทำดั๊นนลืมซะได้นี่ สงสัยจะเริ่มแก่แล้ว >_<"
สำหรับหมึกเนี่ย พิมเลือกใช้หมึกตัวไม่ใหญ่นะคะ ซื้อมาเมื่อวานกิโลละ 130 ก็ใช้ 4 ตัว .... ซึ่งหลังจากจัดการทำความสะอาดหมึกเรียบร้อย ก็หั่นหมึกแต่ละตัวออกเป็น 2 ขิ้นค่ะ (เราไม่หั่นชิ้นเล็ก เพราะว่าเดี๋ยวตอนเอาไปผัด มันจะหดลงมาก ถ้าหั่นชิ้นเล็ก ผัดเสร็จแล้วจะเหลือชิ้นนิดเดียวอ่ะ)
ส่วนกุ้ง ... ใครจะใช้กุ้งสด กุ้งแช่แข็งไม่ว่ากันค่ะ ส่วนพิมมีกุ้งแช่แข็งอยู่ก็เลยขอหยิบเอากุ้งอันนี้มาใช้ ... ก็ใช้ทั้งหมดประมาณ 10 ตัวนะคะ (หรือใครชอบกุ้งมากกว่าหมึก จะเน้นหนักไปทางกุ้ง และใส่หมึกน้อยกว่านี้ก็ได้ค่ะ) แต่หากใครใช้กุ้งสด ก็เด็ดเอาส่วนหัวออกเลยจะดีกว่านะคะ แล้วก็อย่าลืมผ่าหลัง ดึงเส้นดำออกด้วย เวลาผัดออกมาแล้วจะได้ดูสวยงามอ่ะค่ะ
ต่อมาก็มาจัดการเครื่องต้มยำกันต่อนะคะ ..... สำหรับตะไคร้ พิมใช้ 2 ต้นอวบ ๆ ค่ะ เอาไปทำความสะอาด ล้างคราบขาวๆ ฝุ่นละออง เศษผงดำ ๆ ที่อยู่ตามโคนต้นออกให้หมด ตัดตรงส่วนโคนแข็งๆ ทิ้งไป แล้วก็ซอยไว้เป็นแว่นบางๆ แบบในภาพนะคะ

ข่า .... ให้ใช้คมมีดขูดผิวด้านนอกที่ดำ ๆ ออกไปบ้าง นำไปล้างทำความสะอาด แล้วเอามาหั่นเป็นแว่นบาง ๆ แบบในภาพด้านล่างนะคะ
ป.ล. บางที่อาจจะเลือกใช้ข่าอ่อน เพราะจะได้เคี้ยวง่าย แต่พิมขอเลือกใช้ข่าแก่ค่ะ เพราะมันหอมกว่า อีกทั้งถ้าเราหั่นบาง ๆ ยังไงก็เคี้ยวได้ค่ะ

มะเขือเทศ ... ใครมีมะเขือเทศท้อ ก็ใช้ท้อนะคะ (ครึ่งลูกก็พอ เอามาหั่นเป็นชิ้น ๆ สัก 5 ชิ้น) ส่วนพิมมีมะเขือเทศราชินี ก็ขอใช้อย่างนี้ล่ะกันค่ะ .... ก็เอามะเขือเทศไปล้างให้สะอาด และก็เอาแต่ละลูกมาผ่าครึ่งแบบในภาพด้านล่างอ่ะค่ะ

ส่วนเห็ดฟาง ... ให้เอาปลายมีดเฉือนๆ ส่วนด้านล่างที่มีดินติดออกไปก่อนนะคะ แล้วก็เอาไปล้างน้ำเบา ๆ ก่อนที่จะมาผ่าแต่ละดอกเป็น 4 ส่วนนะคะ
ป.ล. ถ้าดอกเล็กมากประมาณปลายหัวแม่มือ ไม่ต้องผ่าค่ะ ถ้าใหญ่กว่านั้นมาหน่อยผ่า 2 ก็พอค่ะ

ใบมะกรูด .... พิมเลือกใช้แบบไม่อ่อนแต่ยังไม่แก่ เพราะว่าพิมชอบเคี้ยวใบมะกรูดด้วย ถ้าเอาใบแก่มากๆ เดี๋ยวจะเคี้ยวไม่ออกอ่ะค่ะ ^^ (ถ้าอ่อนไป ก็ไม่ค่อยหอมอีก) .... ก็เอาใบมะกรูดไปล้างน้ำนะคะ แล้วก็มาฉีกแต่ละใบเป็นชิ้นเล็ก ๆ แบบในภาพน่ะค่ะ (ไม่เอาแกนกลาง)

และสำหรับคนที่ชอบเผ็ด อย่าลืมนะคะพริกขี้หนู .. สำคัญมาก ^^ วันนี้พิมขอเลือกใช้พริกขี้หนูเม็ดใหญ่สีแดง เพื่อสีสันที่สวยงามและเพื่อรสชาติที่จะไม่เผ็ดมากเกินไป ก็เอาพริกไปล้างน้ำให้สะอาด พักให้สะเด็ดน้ำนิดนึง แล้วก็เอามาทุบด้วยปังตอหรือโขลกในครกให้พอแตกนิดหน่อยก็พอค่ะ

อ้อๆ ... เกือบลืม จะทำต้มยำ แล้วจะขาดมะนาวไปได้ยังไง ... สำหรับมะนาวเนี่ยก็ผ่า 3 แล้วคั้นน้ำเอาไว้ได้เลยนะคะ สำหรับในสูตรที่พิมให้ไป จะใช้มะนาวประมาณ 2 ซีกเท่านั้นค่ะ (ไม่ถึง 1 ลูกนะ) แต่ถ้าใครชอบเปรี้ยวกว่านี้ จะใส่เพิ่ม ก็ตามถนัดเลยค่ะ

ส่วนสุดท้ายก็คือเครื่องปรุงรสและกลิ่นของต้มยำนะคะ ...... ตามในภาพเลยจ้า
..... และเมื่อเราเตรียมเครื่องปรุงกับส่วนผสมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ก็มาลงมือทำกันดีกว่าค่ะ
เริ่มต้นด้วยการตั้งกระทะบนเตาไฟ (ใช้ไฟกลาง) แล้วใส่น้ำมันสำหรับผัดลงไปในกระทะสัก 1 ชต. กว่าๆ นะคะ (ไม่ต้องใส่เยอะ เพราะเดี๋ยวจะมีน้ำมันจากน้ำพริกเผาอีกค่ะ)
พอน้ำมันเริ่มร้อน ก็ใส่ข่ากับตะไคร้ซอยลงไปคั่วให้หอมๆ

พอตะไคร้ ข่าส่งกลิ่นหอมดี (ใช้เวลาแป๊บเดียว) ก็ใส่น้ำพริกเผาลงไป ตามด้วยน้ำซุปหรือน้ำสะอาดนิดหน่อย เพื่อไม่ให้ส่วนผสมในกระทะแห้งจนเกินไป

ผัดให้พริกเผาเข้ากับเครื่องต้มยำสักแป๊บ ก็ค่อยใส่เนื้อสัตว์ (กุ้ง หมึก) ตามลงไป ..... และผัดให้เข้ากันดี รอจนเนื้อสัตว์สุก (ระหว่างนี้ถ้าในกระทะแห้งมาก เติมน้ำซุปได้นะคะ)

พอเนื้อสัตว์สุกดี ก็ใส่พริก+เห็ดลงไป ตามด้วยน้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาลนิดหน่อย (ใส่พอตัดรสไม่ให้เค็มเปรี้ยวหรือเผ็ดโดดจนเกินไป) และก็อย่าลืมน้ำซุปหรือน้ำสะอาดอีกสักหน่อยด้วยค่ะ
ป.ล. ปริมาณน้ำปลา/น้ำตาล อาจจะใส่มากหรือน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับน้ำพริกเผา (ซึ่งแน่นอนว่าคนขายเค้าจะต้องปรุงมาบ้างแล้ว) และเนื้อสัตว์ที่เพื่อนๆ ใช้ด้วยนะคะ

ผัดให้เข้ากัน รอจนเดือดปุดๆ นิดนึงก็ใช้ช้อนตักน้ำต้มยำของเราขึ้นมาชิมว่ารสชาติเป็นไง ก็จะออกเผ็ด เปรี้ยว เค็ม (หวานหรือไม่หวาน อันนี้แล้วแต่คนชอบ) สไตล์ต้มยำอ่ะนะคะ ..... ซึ่งหากขาดรสไหนไป ก็ปรุงเพิ่มเอาตามชอบเลยค่ะ (อย่าใช้เวลาในการปรุงนาน เพราะน้ำซุปในกระทะจะแห้งจนเกินไป / ซึ่งหากแห้งมากไป สามารถเติมน้ำซุปหรือน้ำสะอาดเพิ่มนอกเหนือจากที่พิมบอกไว้ได้ค่ะ)
และสุดท้ายก่อนจะยกลงก็ใส่มะเขือเทศกับใบมะกรูดลงไป
ผัด ๆ ให้เข้ากันอีกที ก็ปิดไฟเตา แล้วเราก็จะได้ "ต้มยำทะเลแห้ง" ออกมาหน้าตาประมาณนี้นะคะ
ขอบอกว่า ... รสชาติเด็ดดวงมากๆ เลยค่ะ ครบรสทั้งเปรี้ยว เผ็ด เค็ม และหอมเครื่องต้มยำมากๆ เลยจ้า
ซูมมมมม ซูมมมมม หมึกกุ้งใกล้ ๆ นะคะ .... เนื่องจากว่าพิมใช้กุ้งแช่แข็งมาผัด เวลาสุกเนื้อกุ้งเค้าก็จะใส ๆ แล้วเวลากัดเข้าไป มันก็จะดึ๋ง ๆ กรอบหน่อย ๆ อร่อยสุดยอดไปเลยค่ะ
สำหรับพิมก็กินต้มยำทะเลแห้งชามนี้ กับข้าวกล้องหุงสวย ๆ 1/2 ถ้วยค่ะ ...... (ตั้งแต่ออกจาก รพ. มา หมอบอกให้กินข้าวน้อยๆ จะได้ไม่เป็นเบาหวาน แบบว่าพิมอยู่ในกลุ่มเสี่ยงน่ะค่ะ เดี๋ยวนี้พิมเลยเน้นกินแต่กับแทนค่ะ ข้าวแทบไม่กิน หรือกินอย่างมากก็ไม่เกินมื้อละ 1/2 ถ้วยล่ะค่ะ หุหุ)
ถ้าเพื่อนๆ คนไหนสนใจ ก็ลองไปทำดูกันนะคะ ........ ไม่ยากเลยค่ะ อ้อๆ ต้มยำแห้งสูตรนี้เนี่ย ไม่จำกัดว่าจะต้องใส่เนื้อสัตว์เป็นแค่หมึก กุ้งเท่านั้นนะคะ จะใส่ไก่ ใส่หมู ใส่ปลา ก็ได้ค่ะ ตามที่เพื่อน ๆ ชอบเลย ... ยังไงลองไปทำดูกันนะคะ

Comments
เพิ่งนึกได้ว่าลืมใส่เนื้อปลาค่ ะ T_T อยากจะร้องไห้
แบบว่าที่ทำเนี่ย เพราะอยากกินปลาอ่า น่าโมโหตัวเองจริง
.. พรุ่งนี้ทำใหม่ก็ได้ =_=
น่าทานไป หมดเลย ค่า
ปล. มะเห็นคุณพิม อธิบายวิธีทำอาหารชนิดนี้เลยค่า
อย่างไร รบกวนด้วยนะค่ะ อยากลองทำทานบ้างค่า
ดูจาก รูป แล้ว น้ำลายไหล ค่า...อิอิอิ
ขอบคุณล่วงหน้านะค่ะ คุณพิมม
คิดถึงพี่พิม มว๊ากกกกกก
ไม่ได้มาเคลมนาน กลับมาอีกทีกับข้าวใหม่เพียบ !!!
แบบว่าเห็นแล้วจุกไป 3 วัน =D
อยากกินเมนูนี้ อ่ะพี่พิม แช่แข็งส่ง EMS มาได้ไหมคะ :drunk:
ปล. พี่พิม แค่ยิ้มไว้ทุกอย่างก็ง่ายขึ้นแล ้วเนอะ สู้ๆนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
ตอนนี้หนูก็กำลังมีปัญหาเหมือนก ันค่ะ คือ ไม่อยากเรียนเภสัชแล้ว อยากลาออกแล้วสอบเอาคณะ ที่ตัวเองชอบมากกว่า ก็เลยทะเลาะกับหลายๆฝ่าย T_T
ผัดเสร็จก็กลายเป็นข้าวผัดต้มยำ รสแซ่บไปเลย
ว่าแต่เดี๋ยวช่วง พ.ค. จะต้องพาน้องสาวไปส่งตัวที่ ม.บู คงจะได้มีโอกาสเจอคุณรัชคนสวยนะ คะ
ป.ล. แล้วพิมจะโทรไปตามเบอร์ที่ให้ไว น๊า =)
แบบว่าขอมาโพสต์เฉพาะรูปตอนทำเส ร็จเอาไว้ก่อน ส่วนวิธีทำตามมาทีหลัง
แต่ตอนนี้โพสต์ให้ทั้งหมดเรียบร ้อยแล้วนะคะ =)
แต่แม้จะไม่มีบรรดาๆ ไข่ ๆ ก็คิดว่ารสชาติใช้ได้ไม่แพ้ใครเ ลยน๊า =)
แค่ว่าน้ำมันแห้งเท่านั้นเอง คุณมะนาวลองทำดูนะคะ ทำกินช่วงนี้ก็ได้
เพราะว่าด้วยกลิ่นสมุนไพร ด้วยรสชาติ อาจจะทำให้ร่างกายรู้สึกร้อนขึ้ นจากอากาศที่หนาวจัดก็ได้นะคะ =)
ป.ล. น้อง Tam ก็ยิ้มสู้เข้าไว้นะ สมัยพี่จบ ม.3 แล้วตัดสินใจเรียนต่อพาณิชย์ ก็มีปัญหาเยอะเหมือนกัน
ยาย น้า บรรดาญาติๆ แอนตี้พี่กันสุดฤทธิ์เลย ไม่พูดกับพี่เป็นเดือนเลยอ่ะ หุหุ เพราะว่าเค้าอยากให้พี่เรียนแพท ย์
แต่พี่ไม่ได้รักอาชีพแพทย์อ่ะ ก็เลยตัดสินใจเลือกเรียนพาณิชย์ มากกว่า
สุดท้ายแล้ว ... ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรผิด เค้าก็ต้องเข้าใจเราอ่ะน๊า
ป.ล. อีก 1 ป.ล. พี่เคยมีเพื่อนเรียน Computer Science มาด้วยกัน ตอนแรกเค้าก็ว่าเค้าชอบคอมส์นะ
แต่เรียนไปเรียนมา ปี 3 เค้าเกิดบอกว่าเค้าเบื่อแล้วอ่ะ อยากไปเรียนคณะอื่นแทน
แต่ว่าเค้าก็อดทนเรียนจนจบอ่ะ แล้วพอจบก็สอบเข้าเรียน ป.ตรีใหม่ในคณะที่เค้าอยากเรียนอ่ ะ
ยังไงน้อง Tam ก็คิดให้ดี ๆ น๊า คิดนาน ๆ คิดเยอะ ๆ คิดทนทวนไปมาหลายๆ รอบ
พี่เชื่อว่าแล้วน้อง Tam จะเจอทางออกที่ดีที่สุดอ่ะ =)
อยากทานเมนูนี้จังค่ะ แต่แถวบริษัทไม่มีอ่ะค่ะ รักษาสุขภาพนะค่ะ คิดถึงค่ะ
แล้วจะลองไป ทำทาน บ้างค่ะ
ท่าทาง คง แซ่บๆๆๆๆ มากๆๆ
จนเป็นโรคกระเพาะ T_T
ถ้าอดทนเรียนไป แล้วรอไปต่ออีก ป ตรี มันไม่ได้แล้วอ่ะค่ะ
มันเป็นคณะที่ต้องใช้ทุนอ่ะค่ะ เลยมีปัญหาเยอะ
อีกอย่าง มันเรียนหลายปีด้วย อย่างเภสัช ทันตะ แพทย์
เดี๋ยวนี้ 6 ปีหมดแล้วนะคะ ให้หนูรอ เรียนสิง่ที่หนูชอบจิงๆ
หนูรอไม่ไหวหรอกค่ะ เพราะหนูก็ไม่ได้ชอบเภสัชตั้งแต ่แรกแล้ว T_T
ตอนนี้เหมือนพ่อกับแม่ จะมัดมือชกยังไงๆ อยู่ แต่หนูมีเป้าหมายละคะ
ยังไงก็จะไปให้ได้ หนูไม่อยากทำอะไรครึ่งๆกลางๆ
จิงอยู่ว่าหลายคนไม่ได้เรียนหรื อทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ
แต่ตอนนี้ หนูยังเลือกได้ไม่ใช่หรอคะ ถ้าปล่อยนานไปยิ่งแย่
แล้วหนูก็ไม่อยากเสียใจไปตลอดชี วิต กับเวลาแค่ สาม สี่ ปี ที่เสียไป
พิมเองตอนกลางวันทานข้าวหมูกรอบ ค่ะ ทานเผื่อคุณหนูเล็กและเพื่อน ๆทุกคนในเวบด้วย (เลยทานไปซะ 2 จาน ฮ่ะๆ)
ขอบคุณที่นึกถึงกันเสมอนะคะ =)
แต่ขอให้ Tam คิดทุกอย่างให้รอบคอบซะก่อน
พี่ไม่ได้กังวลเรื่องเวลาที่เสี ยไป แต่กังวลเรื่องอนาคตของ Tam มากกว่า
พี่เข้าใจดีว่า หากคนที่เรียนอะไรที่ตัวเองไม่ช อบ ก็มักจะมีความสนใจน้อย
ไม่ค่อยอยากเรียน ไม่ค่อยอยากเข้าเรียน กิจกรรมมีอะไรก็อาจจะไม่ค่อยอยา กทำ
แต่ถ้าได้เรียนอะไรที่ตัวเองชอบ ก็คงจะทุ่มเท และสนใจมันมาก ซึ่งก็จะส่งผลให้อยากเข้าเรียน
และอยากทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับกา รเรียนนั้นๆ
Tam เหมือนน้องสาวพี่ .... ถ้า Tam สนใจอะไร หากมันเป็นสิ่งดี พี่ก็อยากจะสนับสนุนให้ทำอย่างน ั้น
แต่ยังไงอย่าลืมคิดให้เยอะๆ คิดหน้าคิดหลัง คิดเผื่ออนาคตเอาไว้ด้วยนะจ๊ะ
พี่เป็นกำลังใจให้เสมอ =)
จริงๆ พิมเคยตรวจเจอว่าเป็นเบาหวานเมื ่อ ก.ย. 50 นะคะ
คือตอนนั้นเพิ่งกินข้าวเสร็จ อีก 2 ชม. ถัดไป ไปเป็นเพื่อนคุณสามีตรวจร่างกาย ที่ รพ. เอกชน ที่สุราษฎร์
คุณสามีเค้าก็ให้พิมตรวจด้วย ปรากฎว่าน้ำตาลออกมา 146 หรือ 156 นี่แหละค่ะ
แล้วเค้าก็สรุปว่าเป็นเบาหวาน (ตอนนั้นพิมยังไม่รู้เรื่องอะไร เลย ว่าตรวจแล้วต้องได้ค่าเท่าไหร่ รู้แต่พิมเพิ่งกินข้าวมาอ่ะ)
เราก็เอา เป็นก้เป็น ให้ยาพิมมากินเยอะแยะมากมายค่ะ
ต่อมาเดือนถัดไป พิมก็ย้ายมา รพ. แถวบ้านค่ะ หมอเค้าก็นัดทุกเดือน ๆ ละ 1 ครั้ง
อดข้าวอดน้ำก่อนเจาะเลือด 6 ชม. พิมก็ทำตาม น้ำตาลก็ออกมาที่ 108-119 อยู่ตลอดเวลาที่ไปรักษาอ่ะนะคะ
แล้วหมอเค้าก็ให้ยามากินค่ะ 1 เม็ดก่อนอาหารเช้า แต่บอกตามตรงว่าพิมเป็นคนไข้ที่ ไม่ดีเลย
เพราะเดือน ๆ นึง กินยาไม่ถึง 10 วันค่ะ พยายามคุมอาหารเอาเอง
แอบคิดในใจว่า คุมอาหารเอง ก็คงไม่ต้องกินยาหรอก
อีกทั้งส่วนใหญ่ตื่นมาเช้าก็ตาล ีตาเหลือทำงาน ข้าวปลาไม่ได้กิน ไปกินเอาเลยตอนบ่าย ก็เลยลืมประจำ
ยาเลยเหลือบานเบอะ แต่ก็ไม่เคยได้บอกหมอ
พอมาสักเดือน ก.ค. ปี 51 อยู่ดี ๆ หมอก็สอบถามพฤติกรรมพิมแบบละเอี ยด เช่นเรื่องปัสสาวะ เรื่องโน่นเรื่องนี่
แล้วหมอก็สรุปว่า พิมไม่ได้เป็นเบาหวานหรอกอ่ะ ..... ต่อไปนี้ไม่ต้องมาหาหมอแล้ว สรุปก็เลยไม่ได้ไปอีกเลยค่ะ
จนเข้า รพ. เพราะแท้งนี่แหละ ตอน 5 ทุ่มกว่ายังกินน้ำมะนาวเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ อยู่
พอมาตี 5 ครึ่งเค้ามาเจาะเลือดไปตรวจเบาห วานแล้วค่ะ
ก็ไม่รู้ว่าค่าน้ำตาลที่ออกมา 146 เนี่ย ตกลงพิมเป็นเบาหวาน หรือว่าเพราะน้ำมะนาวกันแน่ ก็ยังงง ๆ อยู่
แต่คิดว่าอาทิตย์หน้าจะไปเจาะกั นให้รู้เรื่องอีกทีค่ะ
=) =)
หมอว่าคนเป็นเบาหวาน หรือเสี่ยงจะเป็น งดแต่ข้าว แป้ง
อาหารจำพวกคาร์โบฯ ก็พอค่า แล้วก็ให้ออกกำลังเพื่อน้ำหนักต ัวจะได้ลด
ส่วนเนื้อสัตว์อ่ะกินได้ปกติน๊า =)
ตอนนี้ทำงานที่โรงพยาบาล อยากแนะนำคุณพิมหน่อยค่ะ ถ้ายังงัยจะไปตรวจเลือดเพื่อดูน ้ำตาลในเลือดหรือเบาหวาน จะให้ดีควรงดอาหารและเคื่องดื่ม ต่างๆ แต่สามารถดื่มน้ำเปล่าได้นะคะ ให้งดหลัง 2 ทุ่มนะคะ เป็นห่วงนะคะ อย่าให้ตรวจแล้วเป็นเบาหวานเลย ไม่งั้นคงต้องรักษากันยาว
ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวมาก คุณรุ่งอรุณอย่าลืมดูแลตัวเองเย อะ ๆ ด้วยนะคะ
=) =)
ป.ล. หมายถึงว่าสามารถดื่มน้ำเปล่าได ้จนกระทั่งถึงก่อนตรวจ 6-8 ชม. ประมาณนี้หรือเปล่าค่ะ (ส่วนอาหารให้งดหลัง 2 ทุ่ม ?) =)
รัชตรวจสุขภาพประจำปีขนาดกินข้า วเช้าด้วยนะในตอนเช้าระดับน้ำตา ลอยู่ที่ 86 ค่ะซึ่งก็ปกติดีคุณหมอบอกว่าระด ับน้ำตาลเนี่ยห้ามเกิน 110 น่ะค่ะแต่ที่คุณพิมเล่ามาเหมือน กับจะเป็นเนอะแต่ยังไงที่แน่ๆคุ ณพิมต้องตรวจอย่างจริงจังแล้วล่ ะค่ะเพื่อให้ได้ผลที่ชัดเจนนะคะ คุณพิมจะต้องงดอาหารทุกชนิดก่อน ที่จะตรวจให้ได้ประมาณ12ชม.ซึ่งในระหว่างนี้ให้จิบได้แต่น้ ำเปล่าเท่านั้นนะไปตรวจตามคลีนิ คก็ได้นะคะรัชไปตรวจมา100บาทเองค่ะ. :blush: โรคภัยสมัยนี้มันเยอะเวลาเป็นอะ ไรก็รีบไปหาหมอเถอะค่ะถ้าไม่เป็ นอะไรเราก็จะได้สบายใจแต่ถ้าเกิ ดเป็นอะไรขึ้นมาเราก็จะได้หาวิธ ีรักษากันต่อไปหรือไม่ก็ปรับตัว เพื่อให้สามารถอยู่กับมันให้ได้ เบาหวานไม่ใช่โรคร้ายแรงนะคะ =) เชื่อรัชเถอะค่ะคุณพิมเป็นห่วงน ะ.
ป.ล. วันนี้น้องชายคนโตของพิมเพิ่งไป ตรวจเบาหวานมา ปรากฎว่าเป็นค่ะ พิมล่ะเศร้าเลย เฮ้อ.อ.อ.อ.อ แอบคิดว่าตัวเองเป็นแน่นอน T_T
อร่อยมากเลย
ชอบๆๆ